รมว.ทส.สุชาติ มอบอธิบดีกรมอุทยานฯ ร่วม 4 หน่วยงานหลัก แถลงผลประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ คลี่ปมทับลาน 50 ปี ย้ำให้ความเป็นธรรมกับประชาชน ยึดข้อเท็จจริง-กฎหมาย ไม่ทิ้งทั้งผืนป่าและสิทธิประชาชน
วันที่ 15 มิถุนายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ณ ห้องประชุม ชั้น 17 อาคารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับทราบข้อห่วงกังวลจากทุกภาคส่วน ทั้งเครือข่ายอนุรักษ์ ชุมชนในพื้นที่ ภาคประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตระหนักว่าปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประชาชนมาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี
รัฐบาลจึงมอบหมายให้กระทรวงฯ ดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมาย โดยยืนยันว่าการพิจารณาของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติจะยึดหลักข้อเท็จจริง หลักกฎหมาย และข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างรอบด้าน โปร่งใส และตรวจสอบได้ ทั้งนี้ นายสุชาติได้ชี้แจงเพิ่มเติมเพื่อสยบกระแสข่าวลือในโลกออนไลน์ว่า “ข้อมูลบางส่วนที่เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากข้อเสนอที่อยู่ระหว่างการพิจารณาไม่ใช่การเพิกถอนอุทยานแห่งชาติทับลานทั้งหมดตามที่มีการกล่าวอ้าง แต่เป็นการปรับปรุงแนวเขตพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดินของประชาชนและชุมชนดั้งเดิม รวมถึงพื้นที่สาธารณูปโภคบางส่วน ควบคู่กับการเตรียมประกาศพื้นที่เพิ่มเติมเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ดังนั้น พื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานในภาพรวมจึงไม่ได้ลดลงตามตัวเลขที่ถูกเผยแพร่ในบางช่องทาง” นายสุชาติ กล่าว
ด้านนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แถลงถึงแนวทางการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย ซึ่งประกอบด้วย นายณัฐวุฒิ เปลื้องทุกข์ รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.), นางสาวพรประภา เหม่งเวหา ผู้อำนวยการสำนักสอบสวน 1 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน, นายปรีชา ลิ้มถวิล รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และ รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย
นายอรรถพล ระบุว่า การปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ตามข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ โดยที่ประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติในวันนี้ มีมติเห็นควรให้เสนอทบทวนมติ ครม. ดังกล่าว เพื่อจัดระเบียบและจำแนกพื้นที่ให้ชัดเจน โดยพื้นที่ที่เสนอให้เพิกถอนออกจากแนวเขตอุทยานแห่งชาติ (จำแนกเป็น 5 กลุ่ม)
- กลุ่มที่ 1 พื้นที่ทับซ้อนเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) : เนื้อที่ประมาณ 53,416 ไร่ เห็นควรเพิกถอนเพื่อส่งมอบให้ ส.ป.ก. ดำเนินการต่อ เนื่องจากประชาชนได้รับสิทธิตามกฎหมายอยู่แล้ว
- กลุ่มที่ 2 พื้นที่โครงการหมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคี : ตามมติ ครม. ปี 2520 เนื้อที่ประมาณ 8,328 ไร่ เห็นควรเพิกถอนเพื่อส่งมอบให้ ส.ป.ก. นำไปบริหารจัดการ
- กลุ่มที่ 3 พื้นที่โครงการเพื่อความมั่นคง (พมพ. และ คจก.) : ตามมติ ครม. ปี 2535 เนื้อที่ประมาณ 87,500 ไร่ เห็นควรเพิกถอนเพื่อส่งมอบให้ ส.ป.ก. ดำเนินการ โดยในส่วนของพื้นที่ที่ยังไม่ได้ออกเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 ให้พิจารณาจัดสรรเป็น ส.ป.ก. แปลงรวมตามแนวทางคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.)
- กลุ่มที่ 4 พื้นที่ราษฎรนอกเขต ส.ป.ก. และนอกโครงการเพื่อความมั่นคง (พื้นที่สีชมพู) : เนื้อที่ประมาณ 109,420 ไร่ ที่ประชุมมีมติให้ชะลอการเพิกถอนไว้ก่อน โดยให้คงสถานะเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานเอาไว้ และบังคับใช้มาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ในการลงพื้นที่เพื่อ “สอบสวนสิทธิ์” ของประชาชนที่ครอบครองที่ดินมาก่อนการประกาศเขตอุทยานฯ ซึ่งปัจจุบันมีฐานข้อมูลที่สำรวจไว้แล้วประมาณ 5,200 ราย โดยตั้งเป้าเร่งรัดกระบวนการตรวจสอบสิทธิ์นี้ให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน ยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมสูงสุดและไม่ริดรอนสิทธิ์ของประชาชนรายอื่นที่ประสงค์จะขอพิสูจน์สิทธิ์เพิ่มเติม
- กลุ่มที่ 5 พื้นที่ราชพัสดุสนามฝึกซ้อมรบ : เนื้อที่ประมาณ 6,621 ไร่ เห็นควรเพิกถอนพื้นที่อุทยานฯ ออก เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และการใช้ประโยชน์ในราชการทหารจริง
นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติมอบหมายให้กรมอุทยานแห่งชาติฯ ร่วมกับกรมป่าไม้ เร่งสำรวจและพิจารณาความเหมาะสมในการประกาศผนวกพื้นที่ป่าที่ยังคงมีความสมบูรณ์เพิ่มเติมเข้าเป็นเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 86,966.29 ไร่ เพื่อเป็นการชดเชยและรักษาผืนป่าอนามัยของประเทศเอาไว้
สำหรับในการแถลงข่าวร่วมครั้งนี้ ทุกหน่วยงานได้เน้นย้ำถึงมาตรการความโปร่งใสและการป้องกันการทุจริตเชิงนโยบายอย่างเข้มงวด โดย รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย ระบุว่า คณะกรรมการฯ ได้นำข้อมูลวิชาการและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องแนวเขตและการกระจายตัวของสัตว์ป่า รวมถึงภาพถ่ายทางอากาศในอดีตเข้ามาสอดรับกับความเป็นจริง เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนทางแผนที่ และการพิสูจน์สิทธิ์ตาม ม.64 จะดำเนินไปอย่างรอบคอบ มีเอกสารรองรับครบถ้วน
ขณะเดียวกัน ประเด็นเรื่องคดีความเก่าและข้อกังวลเรื่องสถานะมรดกโลก นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานฯ ได้ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า “พื้นที่ที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดีบุกรุกป่าและอยู่ในชั้นการพิจารณาของศาล จะไม่ได้รับผลกระทบจากกระบวนการปรับปรุงแนวเขตนี้ และยังคงต้องดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรมเช่นเดิม ยืนยันว่าคดีทั้งหมดต้องเดินหน้าอย่างเด็ดขาด ไม่มีการรับรองสิทธิ์หรือนิรโทษกรรมให้แก่ผู้กระทำความผิด และพื้นที่ที่เตรียมเพิกถอนในกลุ่มที่ 1-3 จะไม่รับรองสิทธิ์แก่ผู้ที่อยู่ระหว่างการถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด”
นอกจากนี้ กรมอุทยานฯ ได้รายงานความคืบหน้าให้คณะกรรมการมรดกโลกทราบเป็นระยะ โดยรัฐบาลได้กำหนดแนวกันชน (Buffer Zone) เพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศโดยรอบ มั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อสถานะการเป็นมรดกโลกอย่างแน่นอน
ทางด้านหน่วยงานตรวจสอบและร่วมประสานงาน นางสาวพรประภา เหม่งเวหา ผู้อำนวยการสำนักสอบสวน 1 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน (สตง.) กล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมา สตง. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ 2 จังหวัด 5 อำเภอ และได้ลงพื้นที่ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาข้อสรุปที่ถูกต้องในการจัดสรรพื้นที่และเร่งแก้ไขความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน
ด้านนายณัฐวุฒิ เปลื้องทุกข์ รองผู้อำนวยการ สคทช. ระบุว่า การจัดทำแผนที่ One Map นี้ยึดตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2565 และ 14 มีนาคม 2566 ซึ่ง สคทช. ได้ร่วมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนเพิ่มเติมก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุมในวันนี้ สำหรับพื้นที่กลุ่มที่ 4 ที่ยังไม่ถูกเพิกถอน สคทช. จะรับหน้าที่ประสานงานและตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงของครัวเรือนที่อยู่มาก่อนอย่างละเอียดเพื่อก้าวต่อไป
ขณะที่ นายปรีชา ลิ้มถวิล รองเลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวตอกย้ำความพร้อมว่า ส.ป.ก. จะนำข้อมูลพื้นที่กลุ่ม 1, 2, 3 และ 5 ไปวางแผนล่วงหน้าทันทีเพื่อเตรียมจัดสรรที่ดิน ยืนยันกฎหมายของ ส.ป.ก. มีความเข้มงวดสูงสุด โดยจะจัดสรรให้เฉพาะเกษตรกรเพื่อการประกอบเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมต่อเนื่องเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเปลี่ยนมือที่ดินไปอยู่ในกลุ่มทุน
ในตอนท้าย อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวสรุปว่า ภารกิจเร่งด่วนหลังจากนี้คือการส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จริงเพื่อเปลี่ยน “เส้นในแผนที่” ให้เป็น “เส้นแนวเขตจริงในภูมิประเทศ” ให้ชัดเจน พร้อมทั้งเร่งรัดสอบสวนสิทธิ์กลุ่มที่ 4 ภายใน 6 เดือน เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การคุ้มครองสิทธิ์ของชุมชนดั้งเดิม และการป้องกันการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากผืนป่าไทยอย่างสูงสุดต่อไป.


ข่าว : อัจจิมา
ภาพ : มรุพงษ์ , พชร
