• ส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ • สำนักบริหารงานกลาง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

พระราชปณิธานสีเขียว : “พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ป่าทุ่งทะเล… จากพระราชหฤทัย สู่ป่าแห่งความยั่งยืน

ในวันที่ 20 เมษายน 2543 ท่ามกลางผืนป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์ที่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินตรวจเยี่ยมโครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าทุ่งทะเลอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลเกาะกลาง อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่

โครงการนี้เกิดขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงรับพื้นที่ป่าทุ่งทะเลประมาณ 4,200 ไร่ ในตำบลเกาะกลาง อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ตามที่จังหวัดได้ทูลเกล้าฯ ถวาย พระราชดำริในวันนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่การอนุรักษ์ธรรมชาติ แต่คือการปลูกฝังปรัชญาแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ผสานความสมดุลระหว่างคน ป่า และทะเล

“ป่า” ที่มีชีวิตด้วยพลังประชาชน

พระราชดำริข้อแรกสะท้อนถึงพระราชปณิธานอันล้ำลึก : “ควรพัฒนาและดูแลรักษาป่าทุ่งทะเล โดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรักษา” นี่คือการวางรากฐานแนวคิด “ป่าชุมชน” ก่อนที่จะเป็นกระแสในสังคมไทย พระองค์ทรงเล็งเห็นว่าการอนุรักษ์ที่แท้จริงต้องเกิดจากจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ เพราะพวกเขาคือผู้ที่อยู่ร่วมกับป่า รู้จักป่า และจะเป็นผู้พิทักษ์ป่าได้ดีที่สุดและพระราชดำรินี้ได้ถูกนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง

สำนักงาน กปร. ได้สนับสนุนงบประมาณแก่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทุ่งทะเล จังหวัดกระบี่ ร่วมกับสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 (นครศรีธรรมราช) ได้ดำเนินโครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าทุ่งทะเลอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมีผลการดำเนินงาน ได้แก่ ดำเนินการฝึกอบรมอาสาสมัครป้องกันไฟป่า และการเพาะชำกล้าไม้ป่ากินได้และไม้เศรษฐกิจ ทำให้ราษฎรได้เป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูป่าด้วยมือของตนเอง จนป่าทุ่งทะเลค่อยๆ กลับมามีความอุดมสมบูรณ์และสมดุลทางระบบนิเวศ

จากมือที่รักษาป่า สู่มือที่สร้างงานศิลป์
พระราชดำริที่สอง : “ให้จัดตั้งศูนย์ศิลปาชีพ โดยมีศาลาทรงงานศิลปาชีพขนาดเล็กที่บ้านปากคลอง” ชี้ให้เห็นถึงพระราชวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล การอนุรักษ์ป่าจะยั่งยืนได้ ประชาชนต้องมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง และเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2550 พระราชเสาวนีย์ได้เพิ่มเติมชัดเจนยิ่งขึ้นว่า “ให้จัดตั้งโครงการศิลปาชีพทุ่งทะเล เพื่อพัฒนาทักษะและส่งเสริมอาชีพด้านการทอผ้า (กี่กระทบ) ให้ราษฎรในพื้นที่ยกระดับรายได้ให้พออยู่พอกิน พึ่งตนเองได้” จนเป็นที่มาของการฝึกอบรมการจักสานเตยปาหนัน และออกแบบผลิตภัณฑ์จากเตยปาหนัน ตลอดจนการปลูกปาหนันในพื้นที่
ทะเลที่ให้… และได้รับการดูแล
“ให้พิจารณาจัดตั้งหน่วยเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ในลักษณะหน่วยย่อยเพื่อเพาะเลี้ยงปลาเก๋าและปูทะเล และนำไปส่งเสริมเพื่อช่วยเหลือราษฎร” พระราชดำริข้อนี้ได้รับการสนองผ่านกรมประมง ที่ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะการเลี้ยงปลาในกระชัง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้ แต่ยังเป็นการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล ลดการจับสัตว์น้ำในธรรมชาติมากเกินไป และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับชุมชน

ถนนเล็กๆ ที่สะท้อนพระราชหฤทัยใหญ่ : พระราชดำริที่ว่า “การสร้างถนนเข้าโครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าทุ่งทะเลฯ ควรเป็นถนนที่ไม่กว้างนัก” อาจฟังดูเรียบง่าย แต่ซ่อนปรัชญาอันลึกซึ้ง ถนนเล็กๆ คือการพัฒนาที่มีสติ เคารพธรรมชาติ และรักษาความสงบของผืนป่า นี่คือความงามของการพัฒนาแบบ “น้อยแต่พอ” ที่สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

จากพระราชดำริ สู่ผลสำเร็จที่จับต้องได้ : ตั้งแต่ปี 2542 จนถึงปัจจุบัน สำนักงาน กปร. ได้สนับสนุนงบประมาณแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ทำให้โครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าทุ่งทะเลเติบโตเป็นโมเดลการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ผสานสามมิติเข้าด้วยกัน อาทิ
มิติสิ่งแวดล้อม – ป่าทุ่งทะเลฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ ระบบนิเวศกลับมาสมดุล
มิติเศรษฐกิจ – ราษฎรมีรายได้จากศิลปาชีพและการเลี้ยงสัตว์น้ำ พออยู่พอกิน พึ่งตนเองได้

มิติสังคม – ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนา สืบสานภูมิปัญญา และภาคภูมิใจในป่าของตน

วันนี้ เมื่อโลกเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ พระราชปณิธานสีเขียวของพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ป่าทุ่งทะเลยังคงเป็นแสงสว่างนำทาง เป็นเครื่องเตือนใจว่า การพัฒนาที่แท้จริงคือการพัฒนาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่ทำลายธรรมชาติ และสร้างความสุขที่ยั่งยืนให้ทุกชีวิต

ป่าทุ่งทะเล จึงไม่ใช่แค่ป่าแห่งหนึ่ง แต่คือ “มรดกแห่งพระราชปณิธาน” ที่จะคงอยู่ในดวงใจคนไทยตลอดไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด