• ส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ • สำนักบริหารงานกลาง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

พบฉลามวาฬยักษ์ใหญ่กว่า 6 เมตร ว่ายน้ำผ่านอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา สะท้อนทะเลอันดามันอุดมสมบูรณ์

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 (สงขลา) รายงานการพบเจอฉลามวาฬ (Rhincodon typus) “ปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลก” ว่ายน้ำผ่านบริเวณอุทยานฯ เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 เป็นสัญญาณดีที่สะท้อนความสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเลในอ่าวไทยฝั่งอันดามัน

นายวีระศักดิ์ ศรีสัจจัง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่อุทยานฯ พบฉลามวาฬตัวใหญ่ประมาณ 6 เมตร ว่ายน้ำผ่านบริเวณร่องน้ำระหว่างเกาะลิดีและอ่าวนุ่น ในเวลาประมาณ 15.10 น. ฉลามวาฬที่พบมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ว่ายน้ำไปอย่างสงบเสงี่ยม ไม่มีอาการบาดเจ็บหรือผิดปกติใดๆ

“การพบฉลามวาฬในครั้งนี้ถือเป็นข่าวดีที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เพราะฉลามวาฬเป็นสัตว์ทะเลหายากที่อยู่ในบัญชีสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ตามอนุสัญญา CITES การปรากฏตัวของฉลามวาฬในพื้นที่ของเรา แสดงให้เห็นว่าทะเลบริเวณนี้มีความอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งอาหารธรรมชาติที่เพียงพอ โดยเฉพาะแพลงก์ตอนซึ่งเป็นอาหารหลักของฉลามวาฬ และยังสะท้อนว่าคุณภาพน้ำทะเลอยู่ในเกณฑ์ดี” นายวีระศักดิ์ กล่าว

ฉลามวาฬเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สามารถเติบโตได้ยาวถึง 12-18 เมตร และมีน้ำหนักมากกว่า 20 ตัน แม้จะมีคำว่า “ฉลาม” ในชื่อ แต่ฉลามวาฬเป็นสัตว์ที่อ่อนโยน ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ เพราะกินเฉพาะแพลงก์ตอน สาหร่ายขนาดเล็ก และปลาตัวจ้อยเท่านั้น ฉลามวาฬมีลวดลายจุดและเส้นสีขาวบนตัวที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละตัว เปรียบเสมือน “ลายนิ้วมือ” ที่นักวิจัยใช้ในการระบุตัวบุคคล

พื้นที่ทะเลอันดามันของไทย โดยเฉพาะบริเวณหมู่เกาะสิมิลัน หมู่เกาะสุรินทร์ และหมู่เกาะเภตรา เป็นเส้นทางอพยพและแหล่งหากินของฉลามวาฬในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (พฤศจิกายน-เมษายน) ทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักดำน้ำที่ต้องการพบเจอสัตว์ทะเลชนิดนี้

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา ขอความร่วมมือจากนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการท่องเที่ยวทางทะเล และชาวประมงในพื้นที่ ปฏิบัติตามแนวทางการอนุรักษ์ฉลามวาฬโดย รักษาระยะห่างอย่างน้อย 3-4 เมตรห้ามเข้าใกล้หรือสัมผัสตัวฉลามวาฬ ห้ามใช้แฟลชถ่ายภาพ เพราะอาจทำให้สัตว์ตกใจและเครียด ไม่ควรว่ายน้ำปิดกั้นทางหรือไล่ตาม ให้ฉลามวาฬเป็นฝ่ายเข้าหาเราเอง ที่สำคัญห้ามให้อาหาร เพราะจะทำให้ฉลามวาฬเปลี่ยนพฤติกรรมธรรมชาติ

“ทั้งนี้ หากพบฉลามวาฬหรือสัตว์ทะเลหายากอื่นๆ เช่น เต่าทะเล โลมา วาฬ หรือพะยูน ขอความกร​ุณารายงานให้เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ทราบทันที พร้อมบันทึกตำแหน่ง เวลา และถ่ายภาพ (โดยไม่ใช้แฟลช) ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษา ติดตาม และวางแผนอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากอย่างเป็นระบบและยั่งยืน” นายวีระศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด