• ส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ • สำนักบริหารงานกลาง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

กรมอุทยานฯ โชว์ผลงาน “อ่าวมาหยา” พบฝูงฉลามครีบดำเริงร่า หลังปิดอ่าวฟื้นฟูระบบนิเวศ

ศูนย์ศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 3 (ตรัง) แท็กทีมอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ฝ่ามรสุมลงพื้นที่เก็บข้อมูล “ฉลามครีบดำ” ประจำเดือนมิถุนายน 2569 เผยดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์พุ่ง พบฉลามแรกเกิดโผล่ชายหาดระดับน้ำแค่ข้อเท้า สอดรับนโยบายฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม
นายชุติพงค์ พลวัฒน์ หัวหน้าศูนย์ศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 3 (ตรัง) นำทีมเจ้าหน้าที่พร้อมด้วยนักศึกษาฝึกงาน ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจ ณ บริเวณอ่าวมาหยา ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ระหว่างวันที่ 1 – 7 มิถุนายน 2569 โดยการทำงานครั้งนี้อยู่ภายใต้ความท้าทายของสภาพอากาศ เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรง ตามประกาศเตือนของศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันตก ฉบับที่ 5–8
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สามารถปรับแผนการปฏิบัติงานและนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ขับเคลื่อนภารกิจสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย โดยมีการใช้อากาศยานไร้คนขับหรือโดรนบินสำรวจนับจำนวนประชากรได้รวม 5 ครั้ง พร้อมทั้งติดตั้งกล้องถ่ายวิดีโอใต้น้ำแบบมีเหยื่อล่อเพื่อสังเกตพฤติกรรมธรรมชาติและระบุอัตลักษณ์จำนวน 22 ครั้ง และตรวจวัดคุณภาพน้ำทะเลอีก 22 ครั้ง สอดรับนโยบายฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

จากการวิเคราะห์ข้อมูลทางวิชาการของศูนย์วิจัยฯ พบสถิติที่น่าสนใจซึ่งสะท้อนถึงพฤติกรรมตามธรรมชาติของฉลามครีบดำ โดยในช่วงเวลาฟ้าสางเป็นช่วงที่พบฉลามหนาแน่นที่สุด เฉลี่ยสูงถึง 92.50 ± 9.50 ตัว และในวันที่ 7 มิถุนายน 2569 สามารถนับได้สูงสุดในประวัติศาสตร์การสำรวจครั้งนี้ถึง 102 ตัว ซึ่งพบพฤติกรรมการเกาะกลุ่มกันเป็นฝูง 5-6 ตัว ของฉลามระยะตัวเต็มวัยเพื่อต้อนเหยื่อและหาอาหารในบริเวณที่หลบคลื่นลมใกล้หน้าผา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไร้การรบกวนจากกิจกรรมท่องเที่ยว ส่วนช่วงเที่ยงและช่วงเย็นพบจำนวนฉลามเฉลี่ยลดหลั่นลงมาที่ 35.50 ± 0.50 ตัว และ 36.00 ± 0.00 ตัว ตามลำดับ โดยฉลามส่วนใหญ่จะว่ายวนซ้ายและขวาของอ่าวมาหยาเพื่ออาศัยร่มเงา ในขณะที่ช่วงค่ำไม่สามารถบินโดรนได้เนื่องจากทัศนวิสัยไม่เหมาะสม แต่จากการใช้กล้องใต้น้ำพบว่าฉลามวัยอ่อนขนาดต่ำกว่า 1 เมตร มีการตอบสนองและจู่โจมเหยื่ออย่างรุนแรงในช่วงเย็นและค่ำ โดยพบค่าจำนวนฉลามขั้นต่ำสูงสุดในเฟรมเดียวกันสูงถึง 13 ตัว ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากช่วง 4-5 เดือนก่อนหน้านี้ที่พบเพียง 6-9 ตัว นอกจากนี้จากการเฝ้าสังเกตด้วยตาเปล่าบริเวณหน้าหาดยังพบลูกฉลามแรกเกิดขนาดไม่เกิน 30 เซนติเมตร จำนวน 4-5 ตัว ออกมาว่ายริมชายหาดที่ระดับน้ำลึกเพียงข้อเท้าอีกด้วย
สำหรับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ด้านคุณภาพน้ำทะเลในพื้นที่อ่าวมาหยา บ่งชี้ว่าระบบนิเวศมีความสมดุลและอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตทางทะเลอย่างยิ่ง โดยมีอุณหภูมิน้ำทะเลเฉลี่ยเท่ากับ 29.25 ± 0.82 องศาเซลเซียส ความเค็มเฉลี่ย 33.36 ± 0.22 ppt ค่าออกซิเจนละลายน้ำเฉลี่ย 5.82 ± 0.31 mg/L และค่าความเป็นกรด–ด่างของน้ำทะเลเฉลี่ย 8.48 ± 0.30 ดัชนีทั้งหมดนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในการดำเนินงานตามพันธกิจหลักด้านการอนุรักษ์ คุ้มครอง และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ที่มีการควบคุมกิจกรรมมนุษย์อย่างมีระบบ ทำให้อ่าวมาหยากลายเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์ทะเลและบ้านที่ปลอดภัยของฉลามครีบดำ ซึ่งเป็นสัตว์ผู้ล่าระดับบนที่มีความสำคัญต่อห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศทางทะเลอย่างแท้จริง

ข่าว: อัจจิมา
ภาพ : ศูนย์ศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 3 (ตรัง)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด