วันที่ 18 กันยายน 2569 – นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนและมุ่งสู่ธรรมชาติเชิงบวก ระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ณ ห้องแถลงข่าว อาคารพระจอมเกล้า ชั้น 1 สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กรุงเทพมหานคร

พิธีดังกล่าวมีผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นสักขีพยาน ประกอบด้วย นางวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ศาสตราจารย์ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง นายสุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ศาสตราจารย์สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนางสาววิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
.
ความร่วมมือครั้งนี้จัดทำขึ้นโดยน้อมนำแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทรงให้ความสำคัญและทรงห่วงใยต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเล รวมถึงพระดำริในการดำเนินโครงการอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ตลอดจนการนำหลักวิทยาศาสตร์ การวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้อนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างมีประสิทธิภาพ

ภายใต้หนังสือแสดงเจตจำนง ทั้งสองกระทรวงจะร่วมบูรณาการองค์ความรู้ บุคลากร ข้อมูล โครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเชื่อมโยงศักยภาพของสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานวิจัยเข้ากับภารกิจและปัญหาในพื้นที่ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มุ่งพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด ทันท่วงที และสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยกรอบความร่วมมือครอบคลุมการสนับสนุนงานวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ การจัดทำแผนงานและโครงการร่วม การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบหรือพื้นที่ปฏิบัติการในลักษณะ Living Lab การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี การผลักดันผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในเชิงนโยบายและเชิงพื้นที่ การพัฒนานักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ สัตวแพทย์ และบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน และภาคประชาสังคม
สำหรับประเด็นเร่งด่วนด้านทรัพยากรทางทะเล ทั้งสองฝ่ายจะร่วมส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ เช่น พะยูนและโลมาอิรวดี รวมถึงการฟื้นฟูระบบนิเวศทะเลสาบสงขลา การเฝ้าระวัง ป้องกัน และจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมทางทะเลและภัยจากยูโทรฟิเคชัน ตลอดจนการลดผลกระทบจากการท่องเที่ยวทางทะเล ด้วยการจัดระเบียบเรือท่องเที่ยว กำหนดเขตการใช้ประโยชน์พื้นที่ และบริหารกิจกรรมท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับขีดความสามารถในการรองรับของระบบนิเวศ
ในส่วนของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะสนับสนุนข้อมูล องค์ความรู้ และเทคนิคทางวิชาการในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทางทะเล พร้อมให้ความร่วมมือด้านการสำรวจ การเก็บข้อมูล และการสนับสนุนบุคลากรสำหรับการศึกษาวิจัยในพื้นที่ตามความเหมาะสม ภายใต้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมพัฒนาและประยุกต์ใช้องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ขณะเดียวกัน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจะสนับสนุนข้อมูล องค์ความรู้ พื้นที่ปฏิบัติการ และบุคลากร เพื่อร่วมวิจัย พัฒนา และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู เฝ้าระวัง และบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งขยายผลความสำเร็จไปยังพื้นที่อื่นที่มีศักยภาพ
ด้านหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. จะสนับสนุนการเชื่อมโยงนโยบายและยุทธศาสตร์ การจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณวิจัย การสนับสนุนทุนวิจัย ตลอดจนขับเคลื่อนผลงานวิจัย องค์ความรู้ และนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบาย การบริหารจัดการ และการแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
หนังสือแสดงเจตจำนงฉบับนี้มีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปีนับจากวันลงนาม และสามารถขยายระยะเวลาได้โดยความเห็นชอบร่วมกันของทั้งสองฝ่าย นับเป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงภาควิชาการกับหน่วยงานผู้ปฏิบัติในพื้นที่ เพื่อให้ผลงานวิจัยและนวัตกรรมตอบโจทย์สถานการณ์จริง สนับสนุนการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศ การใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างสมดุลและยั่งยืน พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศในการรับมือการเปลี่ยนแปลง และก้าวสู่เป้าหมาย “ธรรมชาติเชิงบวก” หรือ Nature Positive อย่างเป็นรูปธรรม
ข่าว : อัจจิมา
ภาพ : กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
