นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้เร่งติดตามและนำตัวผู้กระทำความผิดในคดีบุกรุกพื้นที่ป่าพรุควนเคร็งมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดทุกราย โดยไม่มีการละเว้นหรือยอมให้กลุ่มทุนฮุบผืนป่าเป็นอันขาด
วันที่ 27 สิงหาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) สั่งการด่วนให้นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เร่งสนธิกำลังร่วมกับชุดปฏิบัติการพิเศษ “พญาเสือ” ภาคใต้ และหน่วยงานในพื้นที่ เข้าตรวจสอบและดำเนินคดีกับกลุ่มผู้บุกรุกพื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 หลังตรวจพบการแผ้วถาง ขุดดินยกร่อง และยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐรวมกว่า 42 ไร่ โดยเน้นย้ำให้ติดตามตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดทุกราย เพื่อหยุดยั้งการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อนุรักษ์
นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทส. เปิดเผยว่า ผืนป่าพรุควนเคร็งถือเป็นระบบนิเวศป่าพรุที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความหลากหลายทางชีวภาพและการป้องกันภัยธรรมชาติในพื้นที่ภาคใต้ การบุกรุกแผ้วถางหรือปรับสภาพพื้นที่เพื่อประโยชน์ส่วนตน ถือเป็นการกระทำที่ละเมิดกฎหมายอย่างร้ายแรง จึงได้กำชับไปยังอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ให้ดำเนินการปราบปรามและขยายผลสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิด รวมถึงกลุ่มนายทุนที่อยู่เบื้องหลังมาดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมายให้ถึงที่สุด โดยไม่มีการละเว้น เพื่อรักษาทรัพยากรป่าไม้ไว้เป็นสมบัติของชาติต่อไป
สำหรับการลงพื้นที่ตรวจสอบที่ผ่านมา นายนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา ผู้อำนวยการกองป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า ร่วมกับ นายสุรศักดิ์ อนุสรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 (นครศรีธรรมราช) ได้มอบหมายให้หัวหน้าสำนักงานสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามที่ 4 (ภาคใต้) นำกำลังเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ 2 และ 3 (ชุดพญาเสือ ภาคใต้) สนธิกำลังร่วมกับ นายกัญจนณัฏฐ์ บุญดำ รักษาการหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย เจ้าหน้าที่เขตฯ และเจ้าหน้าที่สายตรวจปราบปราม สายที่ 1 เข้าตรวจยึดพื้นที่บุกรุกรวม 2 แปลง โดยแปลงแรกตั้งอยู่บริเวณบ้านโคกเลา หมู่ที่ 6 เนื้อที่ 36-2-03 ไร่ ตรวจพบการขุดดินยกร่องปลูกปาล์มน้ำมันอายุประมาณ 7-8 เดือน จำนวน 446 ต้น พร้อมสิ่งปลูกสร้างชั่วคราว (ขนำ) 2 หลัง ซึ่งทับซ้อนเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าบ้านกุมแป-ป่าบ้านในลุ่ม ป่าพรุควนเคร็ง และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย ซึ่งหลังจากเจ้าหน้าที่ได้ประสานผู้ใหญ่บ้านประกาศตามหาผู้ครอบครองให้นำเอกสารสิทธิ์มาแสดงภายในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 แล้ว แต่เมื่อครบกำหนดกลับไม่มีผู้ใดมาแสดงตน เจ้าหน้าที่จึงร่วมกันตรวจยึดพื้นที่ดังกล่าว ส่วนแปลงที่สองตั้งอยู่บริเวณบ้านควนราบ หมู่ที่ 6 เนื้อที่ 5-2-11 ไร่ ตรวจพบการขุดดินยกร่องเตรียมปลูกปาล์มน้ำมันในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย ซึ่งทับซ้อนกับพื้นที่ที่มีราษฎรแจ้งการครอบครองตามมาตรา 121 แห่ง พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 แต่ไม่ผ่านการพิจารณาของคณะทำงานฯ เนื่องจากสภาพเดิมเป็นทุ่งหญ้าและป่าปรือโดยไม่มีร่องรอยการทำประโยชน์มาก่อน
การกระทำดังกล่าวนับเป็นความผิดรุนแรงตามกฎหมายหลายฉบับ ประกอบด้วย ประมวลกฎหมายที่ดิน (มาตรา 9 และ 108 ทวิ), พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 (มาตรา 54 และ 72 ตรี) พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 (มาตรา 14 และ 31) และ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 (มาตรา 67(2), 87, 103 และ 109) ในฐานความผิดเข้าไปยึดถือครอบครอง แผ้วถาง ทำลายป่า และขุดดินในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งนอกจากโทษทางอาญาแล้ว ผู้กระทำผิดจะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายมูลค่าทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย พร้อมทั้งถูกริบสิ่งปลูกสร้างและเครื่องมือที่ใช้ในการกระทำความผิดทั้งหมด โดยในขั้นต่อไป พนักงานเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยได้นำเรื่องราวเข้าแจ้งความกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.ชะอวด เพื่อให้เร่งรัดสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน ออกหมายเรียก และติดตามจับกุมตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดี พร้อมจัดชุดสายตรวจเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนป้องกันการบุกรุกซ้ำอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ กองป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า ยังเปิดเผยสถิติการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการป่าไม้ในพื้นที่ป่าพรุภาคใต้ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงสิงหาคม 2569 (ปีงบประมาณ 2569) เพื่อแสดงถึงมาตรการบังคับใช้กฎหมายเชิงรุกอย่างเข้มงวด โดยในพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ่อล้อ มีการแจ้งความดำเนินคดีแล้วรวม 7 คดี ได้แก่ คดีเกี่ยวกับไฟป่า 5 คดี คิดเป็นเนื้อที่ถูกทำลาย 1,198-2-76 ไร่ คดีบุกรุกพื้นที่ 1 คดี เนื้อที่ 5-2-7 ไร่ และคดีทำไม้ 1 คดี ได้ตัวผู้ต้องหา 2 คน พร้อมไม้เสม็ดขาวของกลาง 121 ท่อน ปริมาตร 0.71 ลบ.ม.
ขณะที่ในพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย มีการแจ้งความดำเนินคดีรวมมากถึง 29 คดี แบ่งเป็น คดีเกี่ยวกับไฟป่า 17 คดี เนื้อที่ถูกทำลาย 699-1-96 ไร่ คดีบุกรุกพื้นที่ 10 คดี เนื้อที่ 270-1-23 ไร่ และคดีทำไม้ 2 คดี ได้ไม้เสม็ดขาวของกลาง 103 ท่อน ปริมาตร 1.47 ลบ.ม. ซึ่งรวมสถิติทั้งสองพื้นที่ตลอดปีงบประมาณ 2569 มีการดำเนินคดีไปแล้วถึง 36 คดี ทวงคืนและปกป้องพื้นที่ป่าพรุจากการบุกรุกและไฟป่าได้รวมกว่า 2,174 ไร่ สะท้อนถึงเอาจริงเอาจังของเจ้าหน้าที่ในการเดินหน้าปราบปรามกลุ่มทุนและผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาดตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.
ข่าว : อัจจิมา / ภาพ : กองป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า
