จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวอาการบาดเจ็บของ “เจ้าจู๊ด” ลูกช้างป่าตัวน้อยแห่งอุทยานแห่งชาติน้ำตกคลองแก้ว ออกไปสู่สาธารณชน ก็ได้มีพี่น้องประชาชนเข้ามาแสดงความห่วงใยและส่งกำลังใจให้กับเจ้าจู๊ดอย่างล้นหลาม ด้วยความซาบซึ้งในทุกความห่วงใย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยทีมสัตวแพทย์ผู้ลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง จึงขอเปิดไทม์ไลน์และบอกเล่าเรื่องราวการดูแลรักษาเจ้าจู๊ด เพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและร่วมติดตามภารกิจการเยียวยาครั้งนี้ไปด้วยกัน
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 ทีมสัตวแพทย์ได้รับภาพและคลิปวิดีโอจากเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกคลองแก้ว ซึ่งเผยให้เห็นภาพของเจ้าจู๊ดที่มีบาดแผลบริเวณผิวหนังด้านหลังของขาหน้าซ้ายในลักษณะหลุดลอกและมีสภาพเปื่อย ที่น่าสังเกตคือ มีคราบของเหลวเปรอะเปื้อนอยู่รอบๆ ขาหน้าซ้ายเพียงบริเวณเดียวเท่านั้น
ทีมสัตวแพทย์ไม่รอช้า รีบลงพื้นที่เพื่อทำการรักษาและสืบหาสาเหตุของบาดแผลปริศนานี้ จากการสุ่มสำรวจสวนยางพาราที่อยู่ใกล้เคียงกับบริเวณที่พบเจ้าจู๊ด ทีมงานได้พบกับ “น้ำกรด” ที่ชาวสวนใช้เพื่อการเกษตร บรรจุอยู่ในขวดหรือถังแกลลอนแบบมีฝาปิด วางเก็บรักษาไว้ข้างขนำภายในสวน

เมื่อนำหลักฐานที่พบมาประมวลเข้ากับพฤติกรรมตามธรรมชาติของช้างป่า ภาพเหตุการณ์ก็เริ่มชัดเจนขึ้น ในวันที่มีอากาศร้อนอบอ้าว ฝูงช้างป่าครอบครัวใหญ่ที่มีสมาชิกไม่ต่ำกว่า 10 ตัว กำลังเดินผ่านสวนยางพาราแห่งนี้ด้วยความร้อน ช้างป่าบางตัวจึงพยายามหาแหล่งน้ำมาสาดใส่ตัวเองเพื่อคลายร้อน และในจังหวะนั้นเอง “เจ้าจู๊ด” ลูกช้างป่าที่ยังอ่อนประสบการณ์และเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็ก อาจจะบังเอิญไปเจอกับขวดหรือแกลลอนน้ำกรดเข้า ด้วยความไม่รู้ เจ้าจู๊ดจึงใช้งวงหยิบขวดนั้นขึ้นมาสาดใส่ตัวเองบริเวณรักแร้และขาหน้าด้านซ้าย จนกลายเป็นที่มาของบาดแผลดังกล่าว
ทีมสัตวแพทย์ได้วิเคราะห์และลงความเห็นว่า เหตุการณ์นี้น่าจะเป็น “อุบัติเหตุ” มากกว่าความจงใจทำร้ายจากน้ำมือมนุษย์ ด้วยเหตุผลสำคัญสองประการ คือ
- วิถีของบาดแผล : หากมีคนจงใจสาดน้ำกรดใส่ บาดแผลก็น่าจะปรากฏอยู่บริเวณส่วนหัว ลำตัว สีข้าง หรือสะโพก ซึ่งเป็นจุดที่สาดโดนได้ง่ายกว่า
- ความรักและหวงแหนของครอบครัวช้าง : ช้างป่าเป็นสัตว์สังคมที่อยู่รวมกันเป็นฝูง ช้างเด็กอย่างเจ้าจู๊ดจะเดินประกบติดกับแม่ช้างหรือช้างพี่เลี้ยงตลอดเวลา หากมีการสาดน้ำกรดเพื่อขับไล่ฝูงช้าง ช้างป่าตัวอื่นๆ ก็จะต้องได้รับบาดเจ็บหรือได้รับผลกระทบไปด้วยอย่างแน่นอน

ในวันเดียวกันนั้น (15 มีนาคม 2569) ทีมสัตวแพทย์ได้เริ่มต้นการรักษาโดยการให้ยาลดปวด ยาลดอักเสบ และยาปฏิชีวนะ เพื่อยับยั้งความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ซึ่งภารกิจการให้ยาสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีตามหลักวิชาการและจรรยาบรรณวิชาชีพ
เวลาผ่านไปจนถึงวันที่ 26 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้ประสานงานมายังทีมสัตวแพทย์อีกครั้ง พร้อมแจ้งข่าวที่ทำให้ทุกคนต้องเอาใจช่วย เมื่อพบว่าเจ้าจู๊ดมีอาการงอข้อเท้าหน้าซ้าย เดินกะเผลก และต้องใช้เล็บจิกพื้นเพื่อพยุงน้ำหนักตัว
ทีมสัตวแพทย์จึงรีบลงพื้นที่อีกครั้งในวันที่ 28 มีนาคม 2569 เพื่อติดตามอาการ จากการแกะรอยฝูงช้างป่าขึ้นไปบนภูเขา ทีมงานได้พบกับแหล่งน้ำธรรมชาติและรอยเท้าของฝูงช้าง จึงสันนิษฐานได้ว่า ในช่วง 2 สัปดาห์หลังจากที่ได้รับยาไปนั้น ฝูงช้างได้พาเจ้าจู๊ดไปพบแหล่งน้ำ และเจ้าจู๊ดก็ได้ใช้น้ำพ่นตัว ล้างแผล และพอกโคลนเพื่อชะล้างน้ำกรดตามสัญชาตญาณการรักษาตัวเองด้วยวิถีธรรมชาติ
สิ่งนี้สอดคล้องกับสภาพบาดแผลที่พบในวันนั้น ซึ่งผิวหนังภายนอกแห้งดีแล้ว แต่อาการบาดเจ็บน่าจะลึกลงไปถึงชั้นกล้ามเนื้อ ทำให้เจ้าจู๊ดยังไม่สามารถลงน้ำหนักที่ขาได้อย่างเต็มที่ สัตวแพทย์จึงได้พิจารณาให้ยาลดปวด ลดอักเสบ และยาฆ่าเชื้อเพิ่มเติม โดยมีความหวังอย่างเปี่ยมล้นว่า ยาชุดนี้จะช่วยให้เจ้าจู๊ดฟื้นตัวและกลับมาเดินวิ่งเล่นได้ตามปกติในเร็ววัน

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมทีมแพทย์ถึงไม่ใช้วิธีวางยาซึมเพื่อเข้าไปรักษาแผลอย่างใกล้ชิด? คำตอบก็คือ ด้วยพฤติกรรมของช้างป่าที่อยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่และหวงแหนสมาชิกในครอบครัว การเข้าไปประชิดตัวจึงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมและอันตรายอย่างยิ่ง ดังนั้น การเลือกใช้วิธี “ให้ยาระยะไกล” ควบคู่ไปกับการปล่อยให้ช้างป่าได้ “รักษาตัวเองด้วยวิถีธรรมชาติ” จึงเป็นแนวทางที่ปลอดภัยที่สุด ทั้งต่อตัวเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและต่อฝูงช้างป่าเอง ภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ ที่มีอยู่
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขอขอบคุณทุกๆ ความห่วงใยที่ส่งมาถึงเจ้าจู๊ด ทีมงานทุกคนจะยังคงเฝ้าติดตามอาการและดูแลลูกช้างป่าตัวนี้อย่างดีที่สุด เพื่อให้เจ้าจู๊ดได้เติบโตเป็นช้างป่าที่แข็งแรงและคู่กับผืนป่าต่อไป.
ข่าว : อัจจิมา
ภาพ : อุทยานแห่งชาติน้ำตกคลองแก้ว
