• ส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ • สำนักบริหารงานกลาง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

กรมอุทยานฯ ขานรับนโยบาย “สุชาติ” ยกระดับคุมเข้มไฟป่า 14 กลุ่มป่าทั่วประเทศ สั่งเจ้าหน้าที่ “เคาะประตูบ้าน” ผนึกมวลชนเฝ้าระวัง 24 ชม.

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการเพื่อการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ ครั้งที่ 2/2569 เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM2.5 โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ในฐานะเลขานุการ และคณะผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ณ อาคารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ในส่วนของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้มอบหมายให้ นายวีระ ขุนไชยรักษ์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ พร้อมด้วยนายนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา ผู้อำนวยการสำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า และนายมานะ เพิ่มพูน ผู้อำนวยการส่วนควบคุมไฟป่า เข้าร่วมประชุมเพื่อรับมอบนโยบายและรายงานผลการปฏิบัติงานในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ

นายสุชาติ ชมกลิ่น เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ฝุ่นและไฟป่าเข้าสู่ช่วงเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือที่เป็นป่าเขาสูงชัน ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำให้ทุกจังหวัดขอความร่วมมือประชาชน “ลด-งดการเผาทุกชนิด” พร้อมเร่งรัดมาตรการรับมือปี 2569 ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ทั้งการยกระดับมาตรฐานควันดำให้เข้มงวดขึ้นไม่เกินร้อยละ 20 การติดตั้งระบบ CEMS ตรวจสอบการระบายฝุ่นโรงงานอุตสาหกรรมในกรุงเทพฯ และการนำเทคโนโลยี Cell Broadcast มาใช้แจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นถึงมือประชาชนโดยตรง ซึ่งภาพรวมในปีนี้ถือว่าสถานการณ์ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด

ทางด้านการดำเนินงานของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้มีการยกระดับปฏิบัติการเชิงรุกในพื้นที่ป่าไม้ทั่วประเทศ โดยจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ (War Room) เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง และเน้นการบูรณาการกำลังพลร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ฝ่ายปกครอง ทหาร และอาสาสมัคร เพื่อจัดชุดลาดตระเวนและตั้งจุดสกัดไฟในพื้นที่เสี่ยงสูง โดยเฉพาะในพื้นที่ 14 กลุ่มป่าสำคัญ นอกจากนี้ ยังกำชับให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการเชิงรุกด้วยการ “เคาะประตูบ้าน” เพื่อสร้างความเข้าใจกับมวลชนและเกษตรกรในพื้นที่เสี่ยง ลดการเผาและนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาบริหารจัดการแทน พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีโดรน (UAV) มาใช้สำรวจจุดความร้อนและสนับสนุนภารกิจดับไฟป่าในจุดที่เข้าถึงยากเพื่อให้การทำงานรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น

นอกจากภารกิจในพื้นที่ป่าแล้ว กระทรวงฯ ยังให้ความสำคัญกับการจัดการหมอกควันข้ามแดนผ่านกลไกอาเซียนและการประสานงานสายด่วนระดับอธิบดีระหว่างไทย-ลาว-เมียนมา เพื่อแจ้งเตือนและขอความร่วมมือลดการเผาในช่วงวิกฤต พร้อมกันนี้ ที่ประชุมยังมีมติให้กรุงเทพมหานครเป็นเจ้าภาพหลักร่วมกับ 10 จังหวัดใกล้เคียง ในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในเขตเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อคืนอากาศบริสุทธิ์ให้แก่พี่น้องประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล.

ข่าว : อัจจิมา

ภาพ : กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด