• ส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ • สำนักบริหารงานกลาง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

ศูนย์ศึกษาและวิจัยทางทะเลฯ เผยผลสำรวจ Shark Watch Project ยืนยันพื้นที่อ่าวมาหยา เป็นแหล่งเลี้ยงดูลูกฉลามที่สำคัญ หลังพบฉลามครีบดำกว่า 118 ตัว

ศูนย์ศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 3 (ตรัง) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ดำเนินการสำรวจติดตามประชากรและพฤติกรรมของฉลามครีบดำ (Carcharhinus melanopterus) ภายใต้โครงการ “Shark Watch Project” ระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 6 กุมภาพันธ์ 2568 ณ อ่าวมาหยา อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ พบประชากรฉลามครีบดำจำนวนมากถึง 118 ตัวในช่วงเวลาเดียว ยืนยันความสำคัญของพื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์และเลี้ยงดูลูกฉลามที่มีคุณค่าต่อระบบนิเวศทางทะเล
จากการใช้เทคโนโลยีการบินโดรนสำรวจตลอดระยะเวลา 7 วัน รวม 17 เที่ยวบิน พบว่าช่วงเช้าเป็นเวลาที่พบฉลามมากที่สุด โดยมีจำนวนเฉลี่ย 69 ตัว (±23.97) รองลงมาคือช่วงเย็นและช่วงเที่ยง พบเฉลี่ย 52.83 และ 46.40 ตัวตามลำดับ

การสำรวจครั้งนี้ คือการพบจำนวนฉลามสูงสุดถึง 118 ตัวในช่วงเช้าของวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งเป็นค่าสูงสุดของการสำรวจครั้งนี้ พร้อมทั้งพบพฤติกรรมการเกาะกลุ่มของฉลามครีบดำตัวเต็มวัยบริเวณน้ำตื้นใกล้ชายฝั่งเพื่อไล่ล่าเหยื่อในช่วงเช้าอย่างชัดเจน

นอกจากนี้การติดตั้งกล้องใต้น้ำระบบ BRUV (Baited Remote Underwater Video) เผยข้อมูลสำคัญว่า ฉลามส่วนใหญ่ที่ตอบสนองต่อเหยื่อล่อเป็นฉลามวัยอ่อน (ขนาดน้อยกว่า 1 เมตร) ในขณะที่ฉลามตัวเต็มวัย (ขนาดมากกว่า 1 เมตร) มักว่ายอยู่บริเวณโดยรอบ

ที่น่าประทับใจ คือการพบเห็นฉลามครีบดำแรกเกิดที่มีสีอ่อนและขนาดตัวเพียง 30 เซนติเมตรจำนวนมากเข้ามาในเขตน้ำตื้นติดชายหาด ยืนยันว่าอ่าวมาหยาเป็นพื้นที่เลี้ยงดูลูกฉลามที่สำคัญ (Nursery Area) ของฉลามครีบดำในทะเลอันดามัน

ข้อมูลจากกล้องใต้น้ำยังพบว่าช่วงเช้าและช่วงค่ำเป็นเวลาที่ฉลามเข้ามาหาอาหารมากที่สุด โดยสามารถนับได้สูงสุด 7 ตัวในเฟรมเดียวกัน ส่วนช่วงเที่ยงฉลามมักกระจายตัวไปยังน้ำลึกและบริเวณด้านข้างของอ่าว

ในการตรวจวัดคุณภาพน้ำทะเลในพื้นที่พบว่ามีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ได้แก่ อุณหภูมิน้ำเฉลี่ย 28.43 องศาเซลเซียส ความเค็มเฉลี่ย 39.90 พีพีที ค่าออกซิเจนละลายน้ำเฉลี่ย 5.96 มิลลิกรัมต่อลิตร และค่าความเป็นกรด-ด่างเฉลี่ย 8.08 ซึ่งเป็นสภาพที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตและเจริญเติบโตของฉลามครีบดำ

สำหรับโครงการ Shark Watch Project สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในการอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเล โดยใช้เทคโนโลยีและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจจะถูกนำไปวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อกำหนดแนวทางการจัดการและอนุรักษ์พื้นที่อย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญในการศึกษาระบบนิเวศทางทะเลของประเทศไทย

ฉลามครีบดำถือเป็นสัตว์ทะเลที่มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ โดยทำหน้าที่เป็นผู้ล่าชั้นบนสุดที่ช่วยควบคุมสมดุลของสัตว์ทะเลชนิดอื่นๆ การพบประชากรฉลามที่มีจำนวนมากและมีลูกอ่อนในพื้นที่แสดงถึงความสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเลในบริเวณดังกล่าว.

ข่าว : อัจจิมา

ภาพ : ศูนย์ศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 3 (ตรัง)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด