• ส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ • สำนักบริหารงานกลาง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

กรมอุทยานฯ เดินหน้าตรวจสุขภาพสัตว์ป่าเชิงรุก ยกระดับมาตรฐานการดูแลสัตว์ป่าในกรงเลี้ยงสู่ระดับสากล

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยกลุ่มงานเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะเทคนิคการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ลงพื้นที่ดำเนินการตรวจสุขภาพสัตว์ป่าอย่างครอบคลุม ณ สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี ระหว่างวันที่ 15-17 มกราคม 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านสุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์ป่าในกรงเลี้ยงให้เป็นไปตามหลักสากล พร้อมสร้างระบบเฝ้าระวังโรคที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ

นายสุทธิพงษ์ แกมทับทิม หัวหน้ากลุ่มงานเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า เปิดเผยว่า “การตรวจสุขภาพสัตว์ป่าเชิงรุกในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานระยะยาวที่กรมอุทยานฯ ได้วางไว้เพื่อพัฒนาระบบการดูแลสัตว์ป่าในกรงเลี้ยงให้ได้มาตรฐานสากล โดยเราได้ร่วมมือกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะเทคนิคการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมตรวจวินิจฉัยและติดตามสุขภาพสัตว์ป่าอย่างเป็นระบบ”

ในการตรวจสุขภาพครั้งนี้ ทีมสัตวแพทย์ได้ให้ความสำคัญกับสัตว์ป่าหายากและใกล้สูญพันธุ์ โดยเฉพาะเสือดาวของกลาง 3 ตัว ได้แก่ “อรินทร์” “อรัณ” และ “อั่งเปา” ซึ่งได้รับการตรวจคัดกรองโรคติดเชื้อที่สำคัญและอาจเป็นอันตรายต่อสัตว์ป่าตระกูลเสือ ประกอบด้วย โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในแมว (FeLV) โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องในแมว (FIV) โรคพยาธิหนอนหัวใจ (Heartworm) และโรคไข้หัดสุนัข (CDV)

นายสุทธิพงษ์กล่าวเสริมว่า “การตรวจสุขภาพสัตว์ป่าครั้งนี้ นำอุปกรณ์ เช่น เครื่องเอกซเรย์ (X-ray) เพื่อตรวจระบบกระดูก ฟัน และอวัยวะภายใน รวมถึงการจัดทำประวัติสุขภาพรายตัวอย่างละเอียด จะช่วยให้เราสามารถติดตามและดูแลสุขภาพของสัตว์เหล่านี้ได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ หากพบความผิดปกติก็สามารถเข้าแก้ไขได้ทันท่วงที”

นอกจากสัตว์ป่าตระกูลเสือแล้ว ทีมสัตวแพทย์ยังได้ดำเนินการตรวจสุขภาพสัตว์ป่ากลุ่มไพรเมท โดยเน้นการคัดกรองโรคไวรัสที่สามารถติดต่อจากสัตว์สู่คนได้ (Zoonotic diseases) และโรคมาลาเรีย ซึ่งถือเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากกลุ่มไพรเมทมีความใกล้เคียงกับมนุษย์ทางพันธุกรรมและสามารถเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคได้

“การตรวจสุขภาพไพรเมทในครั้งนี้ เราใช้ทั้งการเอกซเรย์ (X-ray) และอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) เพื่อตรวจสอบอวัยวะภายใน และการส่งตรวจโรคทางห้องปฏิบัติการเพื่อคัดกรองเชื้อโรคต่างๆ การดูแลสุขภาพกลุ่มไพรเมทไม่เพียงแต่เป็นการเฝ้าระวังโรคในสัตว์ป่าเท่านั้น แต่ยังเป็นการปกป้องบุคลากรผู้ปฏิบัติงานและประชาชนที่อาจสัมผัสใกล้ชิดกับสัตว์เหล่านี้ด้วย” นายสุทธิพงษ์กล่าว

นายสุทธิพงษ์ระบุว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบการดูแลสัตว์ป่าในกรงเลี้ยงให้ได้มาตรฐานระดับสากลอย่างต่อเนื่อง โดยได้วางแผนงานระยะยาวในการขยายการตรวจสุขภาพไปยังสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าทั่วประเทศ และสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ ที่อยู่ในการดูแลภายในสถานี

“เราจะดำเนินการตรวจสุขภาพสัตว์ป่าในทุกสถานีอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อสร้างฐานข้อมูลสุขภาพสัตว์ป่าที่สมบูรณ์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการดูแลและการอนุรักษ์สัตว์ป่าในระยะยาว นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังโรค ลดความเสี่ยงการแพร่กระจายของโรคระหว่างสัตว์และคน และสร้างความปลอดภัยสูงสุดให้กับทั้งสัตว์ป่า บุคลากร และประชาชน ตามหลักวิชาการและมาตรฐานสากล” นายสุทธิพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

การดำเนินงานในครั้งนี้มีทีมสัตวแพทย์จากกลุ่มงานเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ได้แก่ สัตวแพทย์หญิงสุภกานต์ แก้วโชติ นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ และสัตวแพทย์หญิงสุนิตา วิงวอน นายสัตวแพทย์ชำนาญการ ร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะเทคนิคการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและสถาบันการศึกษาเพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่าไทยอย่างยั่งยืน.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด