วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 26, 2022

รวบพ่อค้าสัตว์ป่าคุ้มครองรายใหญ่ พร้อมของกลาง “ลูกเสือโคร่ง” และ “นกเงือก” รวม 10 ชีวิต

วันที่ 13 พฤษภาคม 2565 นายนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา ผู้อำนวยการสำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า เปิดเผยว่า ตามที่ได้รับการประสานจากตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ว่ามีการลักลอบค้าสัตว์ป่าคุ้มครองผิดกฏหมาย ซึ่งคาดว่าผู้ลักลอบค้าเป็นพ่อค้ารายใหญ่ ในจังหวัดนครราชสีมา จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ประกอบด้วยชุดปฏิบัติการปราบปรามการกระทำความผิดด้านสัตว์ป่าและพืชป่า (ชุดเหยี่ยวดง) ชุดปฏิบัติการพิเศษ 1362 สำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า เจ้าหน้าที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 (นครราชสีมา) กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กก.3 บก.ปทส.) และสถานีตำรวจภูธรโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ร่วมวางแผนจับกุมผู้กระทำผิดค้าสัตว์ป่า ผิดกฎหมาย บ้านเลขที่ 296 หมู่ 17 ตำบลธารปราสาท อำเภอโนนสูง


จากการตรวจสอบพบ นายเคียง (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 67 ปี ได้รับเป็นเจ้าของสถานที่ดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเข้าตรวจค้น พบสัตว์ป่าคุ้มครอง นกกาฮัง จำนวน 6 ตัว นกเงือกกรามช้าง จำนวน 2 ตัว และลูกเสือโคร่ง จำนวน 2 ตัว พร้อมอุปกรณ์การกระทำผิด กล่องเดินทางสำหรับใส่สัตว์ จำนวน 2 กล่องกรงเหล็กขนาดใหญ่ จำนวน 3 กรง และโทรศัพท์มือถือ จำนวน 1 เครื่อง ซึ่งนายเคียง (ขอสงวนนามสกุล) กล่าวว่า สัตว์ป่าคุ้มครองของกลาง ได้ซื้อมาจากบุคคล ซึ่งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร โดยนกกาฮัง ซื้อมาตัวละ 6,000 บาท นกเงือกกรามช้าง ซื้อมาตัวละ 8,000 บาท และลูกเสือโคร่ง ในราคาตัวละ 150,000 และได้นำมาส่งให้กับตนยังสถานที่เกิดเหตุ


ด้าน นายนาวี ช้างภิรมย์ ผู้อำนวยการส่วนประสานความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติ กล่าวว่า คณะเจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันพิจารณาแล้ว เห็นว่าการกระทำดังกล่าวกังดล้าว กรณีมีการครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครอง ดังกล่าว พร้อมอุปกรณ์การกระทำผิด โดยไม่มีหลักฐานการอนุญาตให้ค้า ครอบครอง และเพาะพันธุ์ ของทางราชการ มีความผิดตามมาตรา 17 ฐาน “มีสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี” มีอัตราโทษตามมาตรา 92 จำคุกไม่เกินห้าปี ปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 29 ฐาน “ค้าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” มีอัตราโทษตามมาตรา 89 จำคุกไม่เกินสิบปี ปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ประกอบมาตรา 112 และ มาตรา 116 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 จึงควบคุมตัวนายเคียง ฯ เป็นผู้ต้องหา พร้อมตรวจยึดสัตว์ป่าคุ้มครองดังกล่าวข้าวต้น พร้อมอุปกรณ์การกระทำผิด นำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา


สำหรับสัตว์ป่าคุ้มครองชนิดนกกาฮัง จำนวน 6 ตัว นกเงือกกรามช้าง จำนวน 2 ตัว และลูกเสือโคร่ง จำนวน 2 ตัว พร้อมอุปกรณ์การกระทำความผิดดังกล่าว ขออนุมัติพนักงานสอบสวนรับไปส่งมอบให้สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 (นครราชสีมา) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ดูแลและเก็บรักษาจนกว่าคดีจะถึงที่สุดต่อไป


นกกก หรือ นกกาฮัง หรือ นกกะวะ เป็นนกที่มีลำตัวขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มนกเงือก 13 ชนิดที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย มีลำตัวยาวจากหางถึงปาก อาจจะถึง 150 ซม. น้ำหนักหลายกิโลกรัม เป็นนกที่มีอายุยืนได้ถึง 30-40 ปี ประเทศไทยมีทั่วไปเกือบทุกภาคยกเว้นภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางส่วน และเคยมีมากที่เกาะตะรุเตา กินผลไม้ต่างๆ และสัตว์เล็ก ๆ เช่น กิ้งก่า แย้ หนู งู อาศัยอยู่ตามป่าดิบชื้น ป่าดงดิบแล้ง และป่าดงดิบเขา ซึ่งมีต้นไม้สูง ๆ ชอบอยู่กันเป็นฝูงเล็ก ๆ ฤดูผสมพันธุ์จะอยู่กันเป็นคู่ ๆ ชอบกระโดดหรือร้อง ขณะหากินร้องเสียงดังมาก เวลาบินจะกระพือปีกสลับกับร่อน เสียงกระพือปีกดังคล้ายเสียงหอบ มีสถานภาพ ที่เกือบอยู่ในข่ายเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์


นกเงือกกรามช้าง นกเงือกกรามช้าง มีขนาด 110 เซนติเมตร มีขนาดเล็กกว่านกกกเล็กน้อย โหนกเตี้ยแบนมีลอนหยัก จำนวนลอนบ่งบอกถึงอายุของนก คืออายุ 1 ปี มี 1 ลอน ชอบกินผลไม้เป็นส่วนใหญ่ บินได้ไกลมาก หากินได้ทั่วไป มีเสียงร้อง เอิก เอิ๊ก เอิก เอิ๊ก ชอบอาศัยอยู่ตามป่าดงดิบจากที่ราบจนถึงที่สูง 1800 เมตรจากระดับน้ำทะเล โดยนกเงือกทุกชนิดช่วยแพร่กระจายพันธุ์เมล็ดพืชป่าได้ตลอดชีวิต ให้ต้นไม้ไปงอกไกลๆ ตามระยะที่นกเงือกบินหาอาหารไป และผลไม้หลายชนิดก็วิวัฒนาการปรับตัวให้ผ่านระบบการย่อยของนก เพื่อให้เมล็ดพืชมีความเหมาะสมพอดี พร้อมงอกทันทีเมื่อถูกขับถ่ายออกมา


สำหรับ เสือในประเทศไทย พบเสือโคร่งอาศัยอยู่ในกลุ่มป่าตะวันตก กลุ่มป่าดงพญาเย็นทางภาคตะวันออก-ภาคอีสาน และ กลุ่มป่าแก่งกระจาน ซึ่งเสือเป็นสัตว์ที่มีชีวิตสันโดษ ยกเว้นแม่เสือที่มีลูกอ่อน แต่เสือแต่ละตัวจะมีอาณาเขตไม่ไกลกันนัก เสือโคร่งบางตัวอาจมีพฤติกรรมเข้าสังคม เช่น แบ่งปันเหยื่อกันกิน เสือโคร่งจะหลบซ่อนตัวอยู่ในถ้ำ โพรงไม้ และในบริเวณที่มีต้นไม้หนาแน่น เสือโคร่งแต่ละตัวจะมีอาณาเขตอาศัยเป็นของตัวเอง ในพื้นที่ที่มีเหยื่ออุดมสมบูรณ์ เมื่อเสือโคร่งโตเต็มวัย ทั้งตัวผู้และตัวเมียจะอาศัยอยู่เพียงลำพัง จนกระทั่งถึงเวลาที่พร้อมจะผสมพันธุ์ ซึ่งตัวเมียอุ้มท้องประมาณ 3 เดือนก่อนคลอดลูกจำนวน 2 – 7 ตัว แต่ส่วนใหญ่ลูกจะรอดชีวิตจนโตเต็มวัยประมาณ 2 – 3 ตัว เท่านั้น เสือโคร่งตัวเมียเท่านั้นที่ทำหน้าที่เลี้ยงลูก ในขณะที่ตัวผู้จะคอยปกป้องอาณาเขตไม่ให้เสือโคร่งตัวผู้อื่นๆ รุกล้ำ และอาจจะผสมพันธุ์กับเสือโคร่งตัวเมียอื่นๆ ที่อยู่ในอาณาเขตของตน เสือโคร่งเป็นสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ และในประเทศไทยเสือโคร่งมีสถานะเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง และถูกจัดให้เป็นสัตว์ที่มีสถานะใกล้สูญพันธุ์ โดยปัจจัยที่ทำให้จำนวนเสือโคร่งมีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว มีปัญหาหลักอยู่ 3 ปัจจัย คือ การถูกล่า จำนวนของเหยื่อลดน้อยลง และพื้นที่ป่าถูกทำลาย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด