• ส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ • สำนักบริหารงานกลาง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

กรมอุทยานฯ จับมือ บก.ปทส. ดำเนินคดีกรณีบุกรุก ออกเอกสิทธิ์ ทับพื้นที่อุทยานแห่งชาติแหลมสน จังหวัดระนอง ประสานกรมที่ดินเพิกถอนสิทธิ-ฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดปฏิบัติการเชิงรุก ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) เพื่อดำเนินคดีขบวนการบุกรุกป่าอนุรักษ์ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแหลมสน จังหวัดระนอง
วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 – ณ ห้องประชุมรังสิพราหมณกุล ชั้น 3 บก.ปทส. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ได้มอบหมายให้ พลตำรวจตรี สุรพล บุญมา เลขานุการ รมว.ทส. พร้อมด้วย นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวงฯ, นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, นายนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา ผู้อำนวยการกองป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า และ นายปฐมพงศ์ บุญเดช หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า (ชุดพญาเสือ) นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง นำหลักฐานเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปทส. เพื่อแจ้งความกล่าวโทษดำเนินคดีและส่งมอบข้อมูลกรณีขบวนการบุกรุกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแหลมสน จังหวัดระนอง
พลตำรวจตรี สุรพล บุญมา เลขานุการ รมว.ทส. เปิดเผยว่า การนำคณะเข้าแจ้งความกล่าวโทษในวันนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการสืบสวนพบเบาะแสการแผ้วถางป่าบริเวณเขาปากเตรียม หรืออ่าวจาก หมู่ที่ 2 ตำบลกำพวน อำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง ซึ่งท่านอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทส. ได้ให้ความสำคัญกับกรณีดังกล่าวเป็นอย่างมาก จึงสั่งการให้ชุดพญาเสือ ของกรมอุทยานฯ สนธิกำลังร่วมกับชุดพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ เข้าตรวจสอบเชิงลึก จนพบความผิดปกติในการออกเอกสารสิทธิหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ทับซ้อนป่าสมบูรณ์และเขตอุทยานแห่งชาติแหลมสนจำนวนหลายแปลง ทางกระทรวงฯ จึงได้ตั้งคณะกรรมการกำกับ ติดตาม และให้คำปรึกษา เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาและส่งดำเนินคดีให้ถึงที่สุด
ทางด้าน นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยรายละเอียดทางคดีที่นำส่งพนักงานสอบสวนเพิ่มเติมว่า ในระยะแรกนี้เจ้าหน้าที่ได้คัดเลือกที่ดิน 3 แปลงที่มีพยานหลักฐานและผลการอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลังชัดเจนที่สุดมาดำเนินคดีก่อน คือ น.ส.3 ก. จำนวน 3 ฉบับ ซึ่งออกเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2537 โดยพบพฤติการณ์ความผิดปกติในลักษณะ “ที่ดินงอก” เกินกว่าหลักฐานเดิมอย่างมหาศาล เริ่มจากแปลงที่ 1 หลักฐานเดิม (ส.ค.1) มีเนื้อที่เพียง 6 ไร่ แต่เมื่อรังวัดใหม่กลับพุ่งสูงถึงกว่า 45 ไร่ และรุกล้ำเขตอุทยานฯ ไป 15 ไร่ 1 งาน 80 ตารางวา ถัดมาคือแปลงที่ 2 พบการรังวัดได้เนื้อที่กว่า 57 ไร่ ซึ่งรุกล้ำเขตอุทยานฯ สูงถึง 45 ไร่ 96 ตารางวา และแปลงที่ 3 หลักฐานเดิมระบุไว้เพียง 1 ไร่ แต่เมื่อรังวัดใหม่ตามการนำชี้กลับงอกเป็นกว่า 50 ไร่ และรุกล้ำเข้าเขตอุทยานฯ ไปอีก 4 ไร่ 2 งาน 48 ตารางวา โดยทุกแปลงอ้างว่ามีการทำประโยชน์ทางการเกษตรเต็มพื้นที่ แต่ภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลังก่อนปี พ.ศ. 2537 ชี้ชัดว่าสภาพพื้นที่จริงยังคงเป็นป่าธรรมชาติ ชายฝั่ง และสันทราย โดยไม่มีร่องรอยการทำเกษตรกรรมตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบพื้นที่ถูกบุกรุกแผ้วถางปลูกพืชผลนอกเขตเอกสารสิทธิ แต่อยู่ในเขตอุทยานฯ เพิ่มเติมอีกกว่า 12 ไร่ 2งาน 68 ตารางวา ส่งผลให้รวมเนื้อที่ป่าอุทยานฯ ที่ถูกรุกล้ำในเฟสแรกนี้ทั้งหมดมีจำนวนกว่า 78 ไร่เศษ
ขณะที่ นายนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา ผู้อำนวยการกองป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า ชี้แจงถึงข้อกฎหมายที่ใช้ในการแจ้งความกล่าวโทษว่า การออก น.ส.3 ก. ทั้ง 3 แปลงนี้ ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างชัดเจน เนื่องจากที่ดินดังกล่าวถูกประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติแหลมสนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 ซึ่งเป็นที่ดินหวงห้ามตามกฎหมาย ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2537) อีกทั้งยังขัดต่อระเบียบคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2532) ข้อ 10 กรณีที่ดินที่มีแนวเขตติดป่ารกร้างว่างเปล่า กรมอุทยานฯ จึงได้ส่งหนังสืออย่างเป็นทางการถึงกรมที่ดิน เพื่อขอให้พิจารณาเพิกถอน น.ส.3 ก. ทั้ง 3 แปลง ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน พร้อมแจ้งความดำเนินคดีอาญาตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 157 กับเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ คิดเป็นเนื้อที่ตาม น.ส.3 ก. รวม 154 ไร่
สำหรับแนวทางการขยายผลหลังจากนี้ การส่งฟ้องดำเนินคดีกับ 3 แปลงนี้เป็นเพียงระยะแรก เพื่อเป็นโมเดลในการทำสำนวนคดีให้รัดกุมและมีประสิทธิภาพที่สุดในชั้นพนักงานสอบสวนและชั้นศาล หลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะนำข้อมูลไปขยายผลตรวจสอบที่ดินในข่ายต้องสงสัยที่เหลือที่ทับซ้อนในเขตอุทยานอีก 26 แปลงอย่างต่อเนื่อง โดยจะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานตรวจสอบระดับประเทศ ทั้ง ป.ป.ช., ป.ป.ท. และ DSI รวมถึงเตรียมดำเนินคดีทางแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติต่อไป
ทั้งนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทส. ได้กล่าวย้ำถึงนโยบายและจุดยืนของกระทรวงฯ ว่า เป้าหมายสำคัญสูงสุดคือการนำพื้นที่ป่าไม้ซึ่งเป็นสมบัติของชาติกลับคืนมาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขอยืนยันว่าหากตรวจสอบแล้วพบว่าเอกสารสิทธิแปลงใดออกโดยมิชอบ จะต้องเข้าสู่กระบวนการเพิกถอนทั้งหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดจะต้องรับโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญาอย่างเด็ดขาด โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างโปร่งใส เพื่อรักษาผืนป่าอนุรักษ์ของประเทศให้คงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป.
ข่าว : วรวัฒน์
ภาพ : มรุพงษ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด