เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 นายยงยุทธ นาควิโรจน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีการลักลอบนำเข้างาช้างแอฟริกาประมาณ 400 ท่อน จากประเทศแซมเบียเข้าสู่ประเทศไทย ผ่านทางท่าเรือแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างกรมศุลกากร สำนักงานสหประชาชาติว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรม (UNODC) และกรมอุทยานแห่งชาติฯ
การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามข้อสั่งการและนโยบายของนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ที่ได้เน้นย้ำและมอบหมายให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช บูรณาการความร่วมมือกับกรมศุลกากร UNODC และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการมุ่งเน้น “การป้องกันปราบปรามและตัดวงจรการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย” อย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งส่งผู้เชี่ยวชาญร่วมตรวจนับของกลางและตรวจพิสูจน์ DNA เพื่อสนับสนุนการสืบสวนขยายผลในระดับประเทศและระหว่างประเทศ
สืบเนื่องจากปฏิบัติการตรวจค้นตู้คอนเทนเนอร์เป้าหมาย 2 ตู้ ที่มีการสำแดงรายการเท็จเป็นไม้แปรรูป แต่กลับซุกซ่อนงาช้างแอฟริกาไว้อย่างแนบเนียน ล่าสุด นายสดุดี พันธุ์ภักดี ผู้อำนวยการกองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่า (CITES) พร้อมด้วยผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2 (ศรีราชา) นิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่า และหัวหน้าด่านตรวจสัตว์ป่าแหลมฉบัง ได้ลงพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบังเพื่อตรวจสอบของกลางร่วมกับกรมศุลกากรและกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จากการตรวจสอบไม้และซากสัตว์ พบไม้ของกลางทั้งหมด 32 ท่อน โดยนำงาช้างออกแล้ว 31 ท่อน และเหลืออีก 1 ท่อนที่มีซากโครงกระดูกสัตว์ป่าซุกซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งเจ้าหน้าที่กองอนุรักษ์สัตว์ป่าจะเข้าตรวจพิสูจน์เพื่อยืนยันชนิดต่อไป
สำหรับข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์และผลตรวจ DNA จะถูกใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการประสานงานร่วมกับองค์การตำรวจสากล (INTERPOL) เพื่อสืบสวนขยายผลไปถึงตัวการใหญ่และเครือข่ายข้ามชาติ
หากผลการสืบสวนพบความเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมหรือมีมูลค่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องสูง ทางกรมศุลกากร กรมอุทยานแห่งชาติฯ จะร่วมกันส่งมอบพยานหลักฐานให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พิจารณารับเป็นคดีพิเศษ เพื่อดำเนินมาตรการยึดทรัพย์และลงโทษผู้กระทำผิดตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยจะมีแนวทางร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เพื่อชี้แจงรายละเอียดของกลางและภาพรวมการบูรณาการดำเนินงานอีกครั้งในเร็วๆ นี้.

