• ส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ • สำนักบริหารงานกลาง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

อช.ลันตา-อช.พีพี เฝ้าระวังระวังใกล้ชิด หลังลาดตระเวนเชิงรุกพบ “แมงกะพรุนพิษหมวกโปรตุเกส”

อุทยานฯ หมู่เกาะลันตา ยกระดับความปลอดภัยทางทะเล ปักธงแดงห้ามเล่นน้ำ – ด้านฯ อุทยานฯ หาดนพรัตน์ฯ หมู่เกาะพีพี เฝ้าระวังระวังใกล้ชิด หลังลาดตระเวนเชิงรุกพบ “แมงกะพรุนพิษหมวกโปรตุเกส” 

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยกระดับมาตรการความปลอดภัยการท่องเที่ยวทางทะเลขั้นสูงสุด หลังเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนเชิงรุกพบ “แมงกะพรุนไฟหมวกโปรตุเกส” (Portuguese man-of-war) ซึ่งเป็นหนึ่งในสัตว์ทะเลที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก โผล่เตือนภัยในพื้นที่อุทยานแห่งชาติถึงสองแห่งในจังหวัดกระบี่ สั่งการเจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ดและหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ปักธงแดงห้ามลงเล่นน้ำเด็ดขาด พร้อมบูรณาการกำลังเฝ้าระวังชายฝั่งตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายจินดา ศรีสุพพัตพงษ์ ผู้อำนวยการส่วนจัดการอุทยานแห่งชาติทางทะเล สำนักอุทยานแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา (บริเวณแหลมโตนด) ซึ่งออกปฏิบัติการเดินตรวจความปลอดภัยพื้นที่ชายหาดตามวงรอบปกติ และได้ตรวจพบแมงกะพรุนไฟหมวกโปรตุเกสถูกคลื่นซัดอยู่บริเวณชายหาด ทางอุทยานฯ จึงได้ดำเนินการตามมาตรการฉุกเฉินทันทีด้วยการ “ปักธงแดง” และประกาศห้ามควบคุมไม่ให้นักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำในบริเวณดังกล่าวโดยเด็ดขาด

ในวันเดียวกัน นายจินดา กล่าวต่อไปว่า ทางอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ยังได้รับรายงานผลการปฏิบัติงานจาก เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ พพ.7 (เกาะพีพีดอน) ที่ได้กระจายกำลังสำรวจความปลอดภัยทางทะเล และพบแมงกะพรุนไฟหมวกโปรตุเกสลอยละล่องและถูกซัดขึ้นฝั่งเพิ่มเติมบริเวณ “อ่าวลิง” และ “สามหาด” ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญ ส่งผลให้ทางอุทยานฯ ต้องยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนผู้ประกอบการเรือนำเที่ยวและนักท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

นายจินดา ได้ให้ข้อมูลในเชิงวิชาการเพื่อแจ้งเตือนประชาชนว่า แมงกะพรุนไฟหมวกโปรตุเกส (Physalia physalis) มีลักษณะเด่นคือ มีถุงลมสีฟ้าหรือม่วงคล้ายหมวกทหารเรือโปรตุเกสลอยอยู่บนผิวน้ำ มีหนวดที่มีเซลล์พิษยาวได้หลายเมตร ที่น่ากลัวคือ แม้ตัวจะตายแล้วหรือถูกคลื่นซัดมาแห้งอยู่บนหาด พิษในหนวดก็ยังคงทำงานและทำร้ายมนุษย์ได้ หากสัมผัสจะทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนอย่างรุนแรง เป็นผื่นไหม้ ทำลายระบบประสาทและกล้ามเนื้อหัวใจ จนอาจเกิดอาการหายใจลำบาก หรือหมดสติและเสียชีวิตได้

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้เดินสำรวจบริเวณชายหาดและใช้เรือตรวจการณ์ลาดตระเวนเพื่อเก็บกู้และเคลียร์พื้นที่ตามหลักวิชาการ พร้อมทั้งให้คำแนะนำแก่แก่นักท่องเที่ยว โดยมีข้อปฏิบัติเร่งด่วน ดังนี้

  • ห้ามสัมผัสโดยเด็ดขาด : ไม่ว่าจะพบในน้ำหรือบนบก และห้ามเก็บขึ้นมาถ่ายภาพหรือเล่น
  • สังเกตและแจ้ง : หากพบเห็นให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่อุทยานฯ หรือไลฟ์การ์ดที่ใกล้ที่สุดทันที
  • ป้องกันตนเอง : ควรสวมรองเท้าขณะเดินเล่นตามชายหาด และหลีกเลี่ยงการลงเล่นน้ำในบริเวณที่มีสัญญาณเตือนภัย (ธงแดง)

หากนักท่องเที่ยวบังเอิญสัมผัสโดนพิษ ทางหน่วยแพทย์และเจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ดอุทยานฯ ได้แนะแนวทางปฏิบัติเพื่อจำกัดความรุนแรงของพิษก่อนส่งถึงมือแพทย์ ดังนี้

  1. รีบขึ้นจากน้ำทันที และตั้งสติ ห้ามขยี้หรือถูบริเวณที่สัมผัสเด็ดขาด เพราะจะยิ่งทำให้ถุงพิษแตกและกระจายเข้าสู่ร่างกายมากขึ้น
  2. เฝ้าสังเกตอาการ ระบบทางเดินหายใจและการเต้นของหัวใจอย่างใกล้ชิด
  3. รีบนำส่งสถานพยาบาล หรือแจ้งเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ประจำจุดเพื่อขอความช่วยเหลือและปฐมพยาบาลขั้นสูงทันที

ทั้งนี้ นายจินดา ศรีสุพพัตพงษ์ ยืนยันว่า ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวคือหัวใจสำคัญที่สุดตามนโยบายของกรมอุทยานแห่งชาติฯ และจะตรึงกำลังเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่องจนกว่าจะมั่นใจว่าคลื่นซัดแมงกะพรุนพิษกลุ่มนี้ออกจากเขตท่องเที่ยวไปจนหมดสิ้น.

ข่าว : อัจจิมา / ภาพ : อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา , อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด