• ส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ • สำนักบริหารงานกลาง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

กรมอุทยานแห่งชาติฯ จัดเสวนาวิชาการเรื่อง “สวนพฤกษศาสตร์และสวนรุกขชาติกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน” ณ สวนรุกขชาติวังก้านเหลือง จ.ลพบุรี

วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. นางสุนีย์ ศักดิ์เสือ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช เป็นประธานงานเสวนาวิชาการเรื่อง “สวนพฤกษศาสตร์และสวนรุกขชาติกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน” พร้อมด้วย นายปัญญา ติดมา ผู้อำนวยการส่วนจัดการสวนพฤกษศาสตร์และสวนรุกขชาติ นายอนุวัติ ชำนาญกิจ หัวหน้าสวนรุกขชาติวังก้านเหลือง นางอภิญญา ชุมฤทธิ์ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลท่าดินดำ นายธัญญะ วงษ์เขียว กำนันตำบลท่าดินดำ เข้าร่วมเสวนาด้วย ณ สวนรุกขชาติวังก้านเหลือง อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี

การเสวนาในครั้งนี้ เป็นการเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการสวนพฤกษศาสตร์และสวนรุกชาติให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการถ่ายทอดบทบาทของสวนพฤกษศาสตร์และสวนรุกขชาติในฐานะแหล่งอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งเรียนรู้ และแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ที่สำคัญ ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ชุมชนรอบพื้นที่ ผ่านการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนในพื้นที่โดยรอบสวนพฤกษศาสตร์และสวนรุกขชาติ

นายปัญญา ติดมา ผู้อำนวยการส่วนจัดการสวนพฤกษศาสตร์และสวนรุกขชาติ กล่าวว่า สวนพฤกษศาสตร์และสวนรุกขชาติในสังกัดกรมอุทยานแห่งชาติฯ มีทั้งหมด 68 สวน ประกอบด้วยสวนพฤกษศาสตร์ 17 สวน และสวนรุกขชาติ 51 สวน ครอบคลุมพื้นที่รวมกว่า 53,068 ไร่ ใน 40 จังหวัดทั่วประเทศ มีสวนที่สามารถจัดเก็บเงินอุทยานแห่งชาติมีจำนวน 9 สวน โดยเริ่มเก็บครั้งแรก ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ซึ่งสามารถจัดเก็บรายได้รวมกว่า 9,202,910 บาท และในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จนถึงเดือนเมษายน สามารถจัดเก็บรายได้รวมจำนวน 8,217,590 บาท

สำหรับบทบาทสำคัญของสวนพฤกษศาสตร์และสวนรุกขชาติ มีหน้าที่อนุรักษ์และรวบรวมพันธุ์พืชของประเทศ โดยเฉพาะพรรณพืชที่มีค่าหายาก พืชเฉพาะถิ่น เช่น ที่สวนรุกขชาติวังก้านเหลือง ได้จัดให้เป็นแหล่งอนุรักษ์ไม้จำปีสิรินธร และเป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติสำหรับประชาชน อีกทั้งยังมีการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติอีกด้วย ขณะที่หลายแห่งมีความโดดเด่นด้านทรัพยากรธรรมชาติและเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น จนกลายเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ตลอดจนยังเป็น “พื้นที่สร้างโอกาส” ให้กับชุมชนโดยรอบ ทั้งในด้านอาชีพ รายได้ การท่องเที่ยว การจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น รวมถึงการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนอีกด้วย

นายอนุวัติ ชำนาญกิจ หัวหน้าสวนรุกขชาติวังก้านเหลือง กล่าวว่า มิติด้านการท่องเที่ยวนั้นเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 ต่อมาทางจังหวัดลพบุรี ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและการอนุรักษ์ และปี พ.ศ.2522 ได้มีการจัดตั้งสวนรุกขชาติวังก้านเหลืองขึ้น ต่อมาได้มีการจัดทำแผนการจัดการรูปแบบการท่องเที่ยว และได้มิติของชุมชนเข้ามาช่วยบริหารจัดการ ทั้งการรักษาความสะอาด อาหาร เครื่องดื่ม มีการกำหนดตามเกณฑ์ กิจกรรมหลักๆ ก็เป็นกิจกรรมเล่นน้ำตก มีลานกางเต็นท์ เส้นทางศึกษาธรรมชาติ ส่วนแนวทางการพัฒนาพื้นที่ให้สอดคล้องด้านการท่องเที่ยว ซึ่งได้สร้างความรู้ความเข้าใจให้ตรงกันให้กับชุมชนว่าเป็นพื้นที่อนุรักษ์ สามารถใช้ประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ ซึ่งชาวบ้านก็เข้าใจด้วยดี และปัจจุบันสวนรุกขชาติวังก้านเหลือง มีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็ต้องดูแลเรื่องความสะอาดและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว เช่น มีถนนที่ดีขึ้น ระบบสาธารณูปโภคที่ดีขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในพื้นที่

นางอภิญญา ชุมฤทธิ์ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลท่าดินดำ กล่าวว่า ทางจังหวัดได้มีการหารือกับทางสวนรุกขชาติวังก้านเหลืองอย่างต่อเนื่อง และได้สนับสนุนโครงสร้างขั้นพื้นฐาน การอำนวยความสะดวกด้านป้ายบอกทาง ติดไฟส่องสว่าง ดูแลด้านความปลอดภัย ห้องน้ำสะอาด ส่งเสริมการท่องเที่ยวและการกระจายรายได้ให้กับชุมชน เช่น เสื่อกก กระเทียม เพื่อเป็นของฝาก การสร้างมัคคุเทศก์น้อย การจัดกิจกรรมในช่วงเทศกาลท่องเที่ยว

นางสุนีย์ ศักดิ์เสือ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กล่าวว่า ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่มาพูดคุยในวันนี้ การดูแลพื้นที่ป่าอนุรักษ์และพื้นที่การท่องเที่ยวให้กับชุมชน และให้ได้เข้ามาส่วนร่วมในการร่วมกันอนุรักษ์และสนับสนุนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ก็เป็นอีก 1 ภารกิจหลักของกรมอุทยานฯ ซึ่งมองถึงประโยชย์กิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจ และยังเป็นแหล่งศึกษาวิจัย เป็นห้องเรียนธรรมชาติให้เยาวชน ซึ่งรูปแบบการบริหารจัดการก็ได้มีตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาสวนพฤกษศาสตร์และสวนรุกขชาติ ที่คอยให้คำแนะนำในการส่งเสริมการดูแลพื้นที่กับประชาชนในพื้นที่ ผ่านรูปแบบกรรมการคณะกรรมการจากภาคประชาชน ซึ่งสามารถทำให้ชุมชนเสนอแนะและเข้ามาสนับสนุนการดำเนินการในพื้นที่ได้ ขณะที่การเก็บเงินค่าเข้านั้น ก็จะนำเงินมาสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก และอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยในการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังมองถึงการจัดหลักสูตรต่างๆ ในพื้นที่ เพื่อจะได้เผยแพร่องค์ความรู้ในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้กับคนในชุมชนและนักท่องเที่ยวอีกด้วย ส่วนผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในพื้นที่ ทางสำนักวิจัยฯ เอง ก็พร้อมศึกษาต่อยอด และสนับสนุนให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มคุณภาพและสวยงาม และให้มีจุดที่นักท่องเที่ยวได้ซื้อผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย.

ข่าว : วรวัฒน์

ภาพ : มรุพงษ์ , พชร

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด