• ส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ • สำนักบริหารงานกลาง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

กรมอุทยานฯ จับมือ ม.เกษตรฯ และมูลนิธิฟรีแลนด์ ลงนามความร่วมมือด้านการจัดการพื้นที่เพื่อให้คนอยู่ร่วมกับสัตว์ป่าอย่างยั่งยืน

วันที่ 20 มีนาคม 2569 เวลา 14.30 น. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการจัดการพื้นที่เพื่อให้คนอยู่ร่วมกับสัตว์ป่าอย่างยั่งยืน กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมูลนิธิฟรีแลนด์ (ประเทศไทย) โดยมี นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ พล.ต.ต. เพชรัตน์ แสงไชย ประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิฟรีแลนด์ (ประเทศไทย) เป็นผู้ลงนาม ในส่วนของกรมอุทยานแห่งชาติฯ มีนายสุขี บุญสร้าง ร่วมลงนามเป็นสักขีพยาน โดยมีผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุมกำพล อดุลวิทย์ ชั้น 2 อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า การเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ และผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่โดยรอบพื้นที่อนุรักษ์ ความร่วมมือระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมูลนิธิฟรีแลนด์ (ประเทศไทย) ในครั้งนี้ จึงเกิดขึ้นภายใต้เป้าหมายสำคัญในการร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้งานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนการจัดการพื้นที่อนุรักษ์อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าในระยะยาว โดยกรมอุทยานแห่งชาติฯ จะคัดเลือกพื้นที่อนุรักษ์เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และทำวิจัย สนับสนุนข้อมูลและบุคลากรร่วมงานวิจัย เป็นหน่วยงานในการเชื่อมโยงงานวิจัยและกิจกรรมที่สอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐ เช่น แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี SDGs และ BCG Economy เป็นต้น และกำหนดนโยบายสนับสนุนการดำเนินโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูสัตว์ป่า ต่อต้านการกระทำผิดด้านสัตว์ป่า การจัดหาพื้นที่นําร่องในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า และการจัดการเชิงปฏิบัติการในพื้นที่จริง

นายอรรถพล กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการเปลี่ยนผ่านทางกฎหมายในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าเกิดขึ้นหลายครั้ง โดยการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือในยุครัฐบาล คสช. เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนกฎหมาย เพราะกฎหมายเดิมไม่สอดคล้องกับการทำงานในเชิงแก้ปัญหาให้ประชาชน โดยเฉพาะปัญหาประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จึงมีการปรับปรุงกฎหมายใหม่ออกเป็น พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ.สงวนคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ที่มีการผ่อนปรนให้ราษฎรที่อยู่ในพื้นที่ป่าก่อนประกาศเขตสามารถรับรองสิทธิ์ในการทำกินและอยู่อาศัยในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติได้

ปัจจุบันมีชุมชนในเขตอุทยานฯ ประมาณ 4,042 ชุมชน ครอบคลุมเนื้อที่ป่าประมาณ 4.257 ล้านไร่ และมีประชากรในป่าประมาณ 224 ป่า จึงต้องมีการจัดระเบียบเพื่อให้คนอยู่ในพื้นที่ได้โดยไม่คุกคามป่าและไม่ทำผิดกฎหมายและยกระดับคุณภาพชีวิตตามสิทธิ์ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งบทบาทของเจ้าหน้าที่ก็มีปรับเปลี่ยนไปจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพียงอย่างเดียว เป็นทั้งผู้บังคับใช้กฎหมายและสร้างความเข้าใจ โดยนำแนวคิดเชิงอนุรักษ์มาผสมผสานกับการพัฒนาไปพร้อมๆ กัน

สำหรับพื้นที่นำร่องจะเลือกพื้นที่ที่มีปัญหาซับซ้อน เช่น กลุ่มป่าตะวันตก เพื่อเป็นกรณีศึกษาในการบริหารจัดการคนกับสัตว์ป่าให้อยู่ร่วมกันได้ จากนั้นจึงจะขยายออกไปยังพื้นที่อื่นๆ ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ถือเรื่องที่ดีที่จะขยายผลไปได้หลายเรื่อง ทั้งในมิติของงานวิชาการ รวมถึงการเสนอความเห็นหรือแนวคิดต่างๆ ทั้งภาคเอกชนและภาคประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจกับประชาชน เพื่อให้คนกับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้.

ข่าว : บานเย็น
ภาพ : ชินวร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด