• ส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ • สำนักบริหารงานกลาง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

กรมอุทยานแห่งชาติฯ จัดเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “เฉาก๊วยป่า เฉาก๊วยไทย” มากกว่าของหวาน คือโอกาสใหม่จากงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

นางสุนีย์ ศักดิ์เสือ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธ์พืช เป็นประธานการเสวนา เรื่อง “เฉาก๊วยป่า เฉาก๊วยไทย” มากกว่าของหวาน คือโอกาสใหม่จากงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ร่วมด้วยวิทยากรผู้ให้ความรู้ ได้แก่ นายมานพ ผู้พัฒน์ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ ฝ่ายพืชสมุนไพรและพฤกษศาสตร์พื้นบ้าน นายธีรวัฒน์ ทะนันไธสง นักวิชาการป่าไม้ปฏิบัติการ ฝ่ายอนุกรมวิธานพืช และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในวันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.00 น. ณ บริเวณสวนพรรณไม้เกียรติประวัติ (เรือนกระจก) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

การเสวนาในครั้งนี้ ได้มีการนำเสนอที่มาของต้นเฉาก๊วยที่ใช้ทำของหวานในประเทศไทยว่ามาจากประเทศจีน แต่อย่างไรก็ตาม ที่ประเทศไทยก็มีพืชสกุลเดียวกับเฉาก๊วย (Platostoma spp.) ซึ่งเป็นพืชวงศ์ (Family) เดียวกับกระเพรา (Lamiaceae) ที่เป็นสายพันธุ์ป่าของตัวเองอยู่หลายชนิด และกำลังรอการพัฒนาสู่การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ซึ่งการบริโภคเฉาก๊วยในประเทศไทยมีมูลค่าถึงประมาณ 2 พันล้านบาท และในการเสวนาได้เล่าถึงว่า เหตุใดคุณภาพของต้นเฉาก๊วยที่ปลูกในประเทศไทยถึงยังมีคุณภาพไม่เทียบเท่ากับที่ปลูกในเวียดนาม ซึ่งมาจากการให้สารเหนียวหนืด ความหอมของใบ และการให้ผลผลิตต่อไร่ที่น้อยกว่าเท่าตัว จึงจำเป็นต้องนำเข้าหลักๆ มาจากต่างประเทศ ทั้งเวียดนามและอินโดนีเซีย ด้วยเหตุนี้ ทางกรมอุทยานฯ จึงได้ร่วมกับคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกันจัดทำโครงการวิจัยการพัฒนาศักยภาพการผลิตวุ้นเฉาก๊วย และการปลูกพืชสกุลเฉาก๊วย (Platostoma spp.) ที่พบในประเทศไทย ตามที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว) ปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โครงการมีระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี ระหว่างปี พ.ศ.2569-2571

ทั้งนี้ จากการศึกษาวิจัยพบว่า ที่ประเทศไทยมีการกระจายพันธุ์ของพืชสกุลเฉาก๊วยมากถึง 23 ชนิด จากประมาณ 50 ชนิดที่พบทั่วโลก โดยส่วนใหญ่พบมากในพื้นที่ภาคอีสาน และเล็กน้อยในพื้นที่ภาคใต้ และจากการศึกษาวิจัยอย่างเป็นขั้นตอน ยังได้มีการสำรวจทางนิเวศวิทยา มีการเก็บตัวอย่างของพืชสกุลเฉาก๊วยเพื่อศึกษา มีการทดลองด้วยการเพาะเมล็ดและชำกิ่งเพื่อขยายแม่พันธุ์ มีการทดลองเพื่อประเมินศักยภาพในการเพาะขยายพันธุ์ในแปลงทดสอบ 5 แห่ง การนำตัวอย่างที่ได้มาวิเคราะห์หาสารชีวเคมีที่สำคัญเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางชีวภาพ และทดสอบความมีพิษต่อมนุษย์ มีการศึกษาการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อแปรรูปเป็นวุ้นเฉาก๊วย โดยเปรียบเทียบคุณภาพกับวุ้นเฉาก๊วยที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การศึกษาวิจัยพืชสกุลเฉาก๊วยขณะนี้ อยู่ระหว่างการทดลอง ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ และยังไม่ได้มีการแยกประเภทว่าชนิดไหนเป็นพืชทางเลือกที่มีศักยภาพเป็นพืชเศรษฐกิจ เพราะยังต้องผ่านกระบวนการอีกหลายขั้นตอน จึงขอให้ประชาชนติดตามผลการดำเนินการต่อไป.

ข่าว วรวัฒน์

ภาพ ศุภโชค

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด