• ส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ • สำนักบริหารงานกลาง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

กรมอุทยานฯ เผยความสำเร็จอนุรักษ์เสือโคร่งไทย เพิ่มสูงถึง 210 ตัว

กรมอุทยานฯ เผยความสำเร็จอนุรักษ์เสือโคร่งไทย เพิ่มสูงถึง 210 ตัว ชูระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพยับ ยั้งภัยคุกคาม พร้อมดันกลุ่มป่าภูเขียว-น้ำหนาว เป็นพื้นที่เป้าหมายฟื้นฟูประชากร

วันที่ 29 กรกฎาคม 2569 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยความสำเร็จของประเทศไทยในฐานะผู้นำระดับภูมิภาคด้านการอนุรักษ์เสือโคร่ง หลังเดินหน้ายกระดับระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (Smart Patrol) อย่างเข้มข้นต่อเนื่องเพื่อลดปัญหาการบุกรุกและการล่า สวนทางกับภาวะวิกฤตการณ์เสือโคร่งทั่วโลกที่หลงเหลือในป่าธรรมชาติเพียงประมาณ 3,726-5,578 ตัว ขณะที่เสือโคร่งสายพันธุ์ย่อย อาทิ แคสเปียน ชวา บาหลี รวมถึงสายพันธุ์ย่อยอินโดจีนในประเทศกัมพูชา ลาว และเวียดนาม ได้สูญพันธุ์ไปจากป่าธรรมชาติแล้ว

โดยสถิติล่าสุดปี 2569 ประเทศไทยมีประชากรเสือโคร่งในป่าอนุรักษ์พุ่งสูงขึ้นเป็นอย่างน้อย 210 ตัว และคาดการณ์ประชากรตัวเต็มวัยอยู่ระหว่าง 210-257 ตัว ถือเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่ประชากรเสือโคร่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน

นับตั้งแต่ประเทศไทยเข้าร่วมลงนามในปฏิญญาเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ร่วมกับ 13 ประเทศที่มีถิ่นอาศัยของเสือโคร่ง เมื่อปี พ.ศ. 2553 เพื่อผลักดันเป้าหมาย “TX2” หรือการเพิ่มประชากรเสือโคร่งในธรรมชาติเป็น 2 เท่า ประเทศไทยได้ขับเคลื่อนผ่านแผนปฏิบัติการแห่งชาติเพื่อการอนุรักษ์เสือโคร่ง ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2553-2565) และต่อเนื่องถึงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2565-2577) โดยหัวใจสำคัญคือการนำระบบ Smart Patrol มาใช้อย่างจริงจัง ช่วยให้เจ้าหน้าที่สอดส่อง ป้องกัน และยับยั้งการลักลอบล่าสัตว์ป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับการสำรวจและติดตามประชากรเสือโคร่งระหว่างปี 2568-2569 โดยสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ สถานีวิจัยสัตว์ป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ร่วมกับภาคีเครือข่ายอนุรักษ์ระดับสากล ได้แก่ WCS, WWF Thailand, Panthera และมูลนิธิ Freeland ผ่านการตั้งกล้องดักถ่ายภาพ (Camera Trap) ในพื้นที่อนุรักษ์ 30 แห่ง พบเสือโคร่งอาศัยอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ 26 แห่ง ครอบคลุม 5 กลุ่มป่า โดยกลุ่มป่าตะวันตกยังคงเป็นถิ่นอาศัยหลัก พบที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งมากที่สุดถึง 100 ตัว รองลงมาคือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก (25 ตัว) ด้านตะวันตก (15 ตัว) พื้นที่ตอนเหนือและตอนใต้ของกลุ่มป่าตะวันตก รวมทั้งสิ้น 182 ตัว นอกจากนี้ยังพบในกลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ 12 ตัว กลุ่มป่าฮาลาบาลา-บางลาง 11 ตัว กลุ่มป่าแก่งกระจาน-กุยบุรี 3 ตัว และกลุ่มป่าชุมพร 3 ตัว

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า “เสือโคร่งจัดเป็นชนิดพันธุ์ร่มเงา (Umbrella Species) ที่มีความสำคัญระดับสูงสุด การคุ้มครองเสือโคร่งเพียง 1 ตัว สามารถปกป้องพืชพรรณและสัตว์ป่าชนิดอื่นในผืนป่าเดียวกันได้นับพันชนิด ความสำเร็จในการเพิ่มประชากรครั้งนี้เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการทุ่มเททำงานผ่านระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (Smart Patrol) ที่ช่วยคุ้มครองถิ่นอาศัยได้อย่างปลอดภัยจนเสือโคร่งสามารถขยายพันธุ์ตามธรรมชาติได้อย่างมั่นคง”

สำหรับขั้นตอนต่อไป กรมอุทยานแห่งชาติฯ เตรียมดำเนินยุทธศาสตร์ฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งและสัตว์เหยื่อ (Tiger Rewilding) โดยกำหนดให้กลุ่มป่าภูเขียว-น้ำหนาว เป็นพื้นที่เป้าหมายสำคัญ ระยะแรกจะเร่งฟื้นฟูประชากรสัตว์กินพืช เช่น กวางป่า กระทิง และหมูป่า เพื่อเตรียมความพร้อมด้านฐานอาหาร จากนั้นจะดำเนินการเคลื่อนย้ายเสือโคร่งจากธรรมชาติ (Wild-to-wild Translocation) จากพื้นที่ที่มีความหนาแน่นสูง เช่น กลุ่มป่าตะวันตก และกลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ เข้าสู่พื้นที่ป่าภูเขียว เพื่อสร้างประชากรกลุ่มใหม่และคืนความสมดุลให้แก่ระบบนิเวศป่าไม้ของไทยอย่างยั่งยืนต่อไป.

ข่าว : อัจจิมา / ภาพ : กองอนุรักษ์สัตว์ป่า

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด