นายทิพยรัตน์ ทัยศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 สาขาปัตตานี เปิดเผยถึงความคืบหน้าปฏิบัติการดับไฟป่าครั้งสำคัญในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นการผนึกกำลังครั้งใหญ่ระหว่างหน่วยปฏิบัติการทางอากาศและภาคพื้นดินเพื่อพิทักษ์ระบบนิเวศป่าพรุ ตามนโยบายเชิงรุกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงฯ และอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันไฟป่า
ล่าสุดในวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 สถานการณ์ในช่วงเช้า กัปตันได้บินดับไฟป่า โดยนำเครื่องขึ้นปฏิบัติการทางอากาศอย่างต่อเนื่องถึง 20 เที่ยวบิน เพื่อระดมฉีดพ่นน้ำสกัดกั้นเพลิงบริเวณใกล้จุดเดิมที่ปฏิบัติการในวันที่ 12 พ.ค. ที่ผ่านมา ในท้องที่บ้านท่า หมู่ 11 ต.สุไหงปาดี อ.สุไหงปาดี โดยใช้วิธีการตักน้ำจากแหล่งน้ำบ้านยูโย ม.1 ต.บางขุนทอง อ.ตากใบ เพื่อทำเวลาในการดับไฟให้เร็วที่สุด ก่อนจะนำเครื่องกลับเข้าเติมน้ำมัน ณ ค่าย 151 และเร่งปรับแผนรอบสองในช่วงบ่ายบริเวณบ้านปลักปลา ม.5 ต.โฆษิต อ.ตากใบ ซึ่งเป็นจุดที่เกิดไฟประทุขึ้นมาในพื้นที่ที่เคยเกิดไฟป่าเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยอาศัยแหล่งน้ำจากคลองขุดบ้านโคกบ้านที่อยู่ห่างออกไปเพียง 2.5 กิโลเมตร ทำให้ช่วยดับไฟที่คุกรุ่นอยู่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
นายทิพยรัตน์ ระบุต่อว่า จากการสรุปผลการปฏิบัติงานตลอดทั้งวันนี้ สามารถระดมบินดับไฟได้ถึง 41 เที่ยวบิน คิดเป็นปริมาณน้ำกว่า 20,500 ลิตร และหากรวมผลการปฏิบัติงานสะสมตลอด 2 วันที่ผ่านมา (12-13 พฤษภาคม) เจ้าหน้าที่ได้ทำการบินไปแล้วทั้งสิ้น 57 เที่ยวบิน อัดฉีดน้ำเข้าพื้นที่วิกฤตไปแล้วกว่า 28,500 ลิตร
อย่างไรก็ตามภารกิจนี้จะสำเร็จไม่ได้หากขาดการทำงานที่สอดประสานกันอย่างใกล้ชิดกับภาคพื้นดิน โดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติบางลางได้ร่วมกับหน่วยควบคุมไฟป่าพรุโต๊ะแดง และหน่วยซรายอ ลุยไฟเข้าไปจัดทำ “แนวดำ” หรือแนวกันไฟบริเวณพิกัดกุแบอีแก เพื่อกันพื้นที่ไม่ให้ไฟรุกลามข้ามเขต ขณะที่สถานีควบคุมไฟป่านราธิวาสได้ร่วมกับอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี และอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป กระจายกำลังสำรวจพื้นที่บ้านใหม่ ซึ่งล่าสุดยังอยู่ในสภาวะปกติ
นอกจากนี้ ผอ.สบอ.6 สาขาปัตตานี ยังได้กล่าวถึงความการปฏิบัติงานว่า ได้มอบหมายให้ทีมไฟป่ายะลา ปัตตานี และอุทยานแห่งชาติอ่าวมะนาว-เขาตันหยง เดินเท้าปูพรมสำรวจแนวดำรอบบ้านโคกอิฐอย่างละเอียดตลอดระยะทางกว่า 4,300 เมตร โดยมีการบันทึกภาพและพิกัดทุกๆ 70 เมตร รวม 62 จุดพิกัด เพื่อตรวจสอบไอความร้อนที่อาจจะหลงเหลืออยู่ใต้ชั้นดิน ซึ่งจากการสำรวจล่าสุดยังไม่พบกลุ่มควันหรือจุดความร้อนใหม่ จึงขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจในความทุ่มเทของเจ้าหน้าที่ทุกนายที่จะรักษาผืนป่าพรุอันล้ำค่านี้ไว้อย่างสุดความสามารถ และขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ช่วยเป็นหูเป็นตาเพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำในระยะนี้ด้วย.


ข่าว : อัจจิมา / ภาพ : สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 ปัตตานี
