นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวถึง การขับเคลื่อนภารกิจเชิงรุกในการแก้ไขปัญหาวิกฤตไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ จำเป็นต้องบริหารจัดการแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตำรวจ ทหาร ภาคเอกชน รวมถึงชุมชนในพื้นที่ โดยการสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในพื้นที่ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล ในการปฏิบัติงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดจะเห็นได้ว่า ในปีนี้ แม้จะมีความแห้งแล้งสะสมเสี่ยงต่อการลุกลามของไฟป่า แต่ด้วยการบริหารจัดการแบบบูรณาการส่งผลให้สถิติจุดความร้อน (Hotspot) ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มุ่งเน้นการปฏิบัติงานตามนโยบายในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 ของท่านนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นายสุชาติ ชมกลิ่น) ได้แก่ ยุทธศาสตร์บูรณาการไร้รอยต่อ มุ่งเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชนในพื้นที่ 14 กลุ่มป่า ยกระดับเครือข่ายเฝ้าระวัง เสริมความเข้มแข็งของจุดสกัด 3,895 จุดทั่วประเทศ พัฒนาสมรรถนะและสวัสดิการเจ้าหน้าที่และนำนวัตกรรมเทคโนโลยีและปฏิบัติการทางอากาศมาสนับสนุนการปฏิบัติงาน พร้อมทั้งขอความร่วมมือประชาชนงดการเผาในที่โล่ง และใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด

การจัดการไฟในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ มุ่งเน้นการบูรณาการกำลังพลเพื่อปฏิบัติภารกิจในห้วงเวลาไฟป่า ในการจัดชุดปฏิบัติการเพื่อสำรวจพื้นที่ปฏิบัติงานลาดตระเวนตรวจหาไฟและตรวจปราบปรามการลักลอบเผาป่า การปฏิบัติงานดับไฟป่าและจัดตั้งจุดเฝ้าระวังป้องกันไฟป่า โดยการจ้างงานประชาชนในพื้นที่ การเพิ่มประสิทธิภาพศูนย์สั่งการและติดตามสถานการณ์ ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังควบคุมไฟป่าและหมอกควัน การจัดทำลานเฮลิคอปเตอร์ การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ รณรงค์หยุดเผา “แบบเคาะประตูบ้าน” สร้างความเข้าใจ “ห้ามเผาป่า” จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับชุมชนรอบป่า ปิดป่าที่เสี่ยงเกิดไฟป่า และบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด ซึ่งกรณีการลักลอบเผาป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี หรือปรับ ตั้งแต่ 4 แสนบาท ถึง 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กลยุทธ์เคาะประตูบ้านและบทบาทของชุมชน ถือเป็นหัวใจสำคัญของมาตรการเชิงรุกที่นำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาไฟป่าอย่างยั่งยืน โดยส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปพูดคุยทำความเข้าใจ ขอความร่วมมือแบบเป็นกันเองกับประชาชนโดยตรงถึงที่พักอาศัยหรือพื้นที่ทำกินของกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ กลุ่มชุมชนที่ทำกินในเขตป่า กลุ่มผู้ที่มีอาชีพเก็บหาของป่า และกลุ่มผู้เลี้ยงโคกระบือในเขตป่า ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการจุดไฟ ดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่ป่า โดยเฉพาะการจ้างงานคนในพื้นที่ในช่วงฤดูแล้ง เพื่อทำหน้าที่เฝ้าระวังและดับไฟในระยะเริ่มต้นที่ยังไม่รุนแรง
การที่ชุมชนมีความเข้าใจ ให้ความสำคัญและร่วมมือกับภาครัฐ จะส่งผลให้สถานการณ์ไฟป่าในหลายพื้นที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน มีความรวดเร็วในการดับไฟ ทำให้ความเสียหายต่อหนึ่งจุดความร้อนลดลง โดยพื้นที่ที่มีการแก้ไขปัญหาไฟป่าแบบบูรณาการและประสบความสำเร็จ เช่น อุทยานแห่งชาติดอยภูคา จังหวัดน่าน อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จังหวัดกาญจนบุรี มีจุดความร้อนลดลงถึง 70-80% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากความร่วมมืออย่างเข้มแข็งของคนในพื้นที่

นอกจากนี้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังได้ให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานดับไฟป่าเป็นอันดับแรก โดยสนับสนุนให้มีการจัดหาประกันชีวิต และอุบัติเหตุสำหรับอาสาสมัครดับไฟป่า ในส่วนของเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าในสังกัดกรมอุทยานฯ กรณีบาดเจ็บและเสียชีวิต จะมีเงินช่วยเหลือตามกฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติ และกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า รวมทั้งจากสหกรณ์ออมทรัพย์กรมป่าไม้ กองทุนสวัสดิการเจ้าหน้าที่กรมฯ กองทุนเพื่อผู้พิทักษ์ป่า มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และมูลนิธิผู้พิทักษ์ป่ารักษาทะเล ทั้งนี้ หากเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ จะมีเงินช่วยเหลือครอบครัวไม่น้อยกว่ารายละ 1 ล้านบาท
สรุปได้ว่า กลยุทธ์เคาะประตูบ้านช่วยสร้างความเข้าใจและแรงจูงใจ ในขณะที่บทบาทการเป็นชุดเฝ้าระวังไฟของชุมชนกับการ “เข้าถึงเร็ว ดับให้ไว ควบคุมไม่ให้ลุกลาม” ซึ่งจะช่วยให้การควบคุมสถานการณ์ไฟป่ามีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม.
ข่าว : อัจจิมา
ภาพ :สำนักป้องกันและควบคุมไฟป่า
