• ส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ • สำนักบริหารงานกลาง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

กรมอุทยานฯ เผยมาตรการเชิงรุกบริหารจัดการ 14 กลุ่มป่า รับมือวิกฤตไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ตามนโยบายรองนายกฯ สุชาติฯ

กรมอุทยานแห่งชาติฯ เผยมาตรการเชิงรุกบริหารจัดการ 14 กลุ่มป่า รับมือวิกฤตไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ตามนโยบายรองนายกฯ สุชาติฯ พร้อมยกระดับกำลังพลเฝ้าระวังเข้มข้นช่วงเอลนีโญ

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยถึงสถานการณ์และการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันและดับไฟป่า ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดของนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน โดยระบุว่า ในขณะนี้สภาพพื้นที่ป่าเริ่มมีความแห้งแล้งมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ตั้งแต่ภาคกลางขึ้นไปเริ่มพบจุดความร้อน (Hotspot) และเกิดเหตุไฟป่าขึ้นในบางจุด เช่น กลุ่มป่าเขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี กลุ่มป่าภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ รวมถึงพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างอย่างป่าแม่ยม ซึ่งกระทรวงฯ ได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษเนื่องจากพื้นที่ป่าเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการลดหรือเพิ่มปริมาณฝุ่นละออง PM2.5

สำหรับการบริหารจัดการในปีนี้ กรมอุทยานฯ ได้ขับเคลื่อนนโยบายในรูปแบบ “กลุ่มป่า” ทั้งหมด 14 กลุ่มป่า ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อระหว่างพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติ และเขตพื้นที่เกษตรกรรมป่าไม้ โดยมีการสนธิกำลังร่วมกับกรมป่าไม้ ท้องถิ่น และฝ่ายปกครอง เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างหรือข้อจำกัดในการปฏิบัติงานข้ามเขตรับผิดชอบ ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี พบว่าการทำงานรูปแบบกลุ่มป่าที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีที่แล้วส่งผลให้จำนวนจุดความร้อนลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยปัจจุบัน ภาพรวมจุดความร้อนสะสมอยู่ที่ 23,479 จุด ซึ่งอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์เพียง 1,468 จุด หรือคิดเป็นร้อยละ 40 ของพื้นที่ป่าทั้งหมด ขณะที่อีกร้อยละ 60 อยู่นอกเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และเมื่อเปรียบเทียบในห่วงเวลาเดียวกันกับปีที่ผ่านมา พบว่าจำนวนจุดความร้อนลดลงถึงร้อยละ 69 อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างสูงสุด เนื่องจากปีนี้ปริมาณฝุ่นละอองอาจสูงขึ้นตามสภาวะความแห้งแล้งที่มาช้ากว่าปกติ เพราะปริมาณฝนสะสมก่อนหน้ามีมาก

นายอรรถพล กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ ได้เน้นย้ำเรื่องการส่งกำลังพลเข้าตรึงพื้นที่ในจุดยุทธศาสตร์ตามห้วงเวลาที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า เช่น จังหวัดกาญจนบุรี อุทัยธานี นครราชสีมา ชัยภูมิ และตาก โดยมีการจัดตั้งจุดเฝ้าระวังกว่า 3,000 จุดทั่วประเทศ พร้อมจ้างงานราษฎรในพื้นที่จุดละ 3 คน เพื่อสร้างรายได้และดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแจ้งเหตุให้รวดเร็วที่สุด ซึ่งหลักการสำคัญคือ หากพบไฟเร็วและเข้าถึงพื้นที่ได้ทันท่วงที จะช่วยลดความสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างมหาศาล

นอกจากนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น ยังได้สั่งการให้นำเฮลิคอปเตอร์เข้ามาสนับสนุนภารกิจในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก ทำให้สามารถควบคุมไฟป่าในพื้นที่วิกฤต เช่น ป่าภูเขียว ให้อยู่ใน “แนวดำ” หรือเขตควบคุมที่ไม่ลุกลามออกมาภายนอกได้สำเร็จ แม้ในบางจุดอาจยังมีไฟคุกรุ่น แต่เจ้าหน้าที่ได้ทำแนวกันไฟครอบคลุมไว้หมดแล้ว ทั้งนี้ ได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการพิเศษเสือไฟและเหยี่ยวไฟกระจายตัวลงพื้นที่ป่าต้นน้ำสำคัญ เช่น รอบเขื่อนภูมิพล อุทยานแห่งชาติแม่ปิง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่น และอมก๋อย ซึ่งเป็นพื้นที่ใหญ่ที่มีความยากลำบากในการควบคุมหากเกิดการปะทุรุนแรง

สุดท้ายนี้ ในสภาวะเอลนีโญที่คาดว่าความแล้งจะรุนแรงและยาวนานกว่าทุกปี กรมอุทยานฯ ได้จัดตั้งวอร์รูม (War Room) เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างระดับจังหวัดและระดับกลุ่มป่า โดยมีปลัดกระทรวงฯ และรัฐมนตรีฯ คอยกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดเตรียมอุปกรณ์ น้ำมัน และสวัสดิการเจ้าหน้าที่ให้พร้อมปฏิบัติงานตลอดเวลา ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนให้งดการเผาป่าและพื้นที่เกษตรกรรมในช่วงประกาศห้ามเผาของจังหวัด หากจำเป็นต้องบริหารจัดการเชื้อเพลิง ให้ปรึกษาเจ้าหน้าที่ก่อนทุกครั้ง และหากพบเห็นผู้เจตนาจุดไฟป่า จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นถึงขั้นปิดพื้นที่ป่าห้ามเข้าเด็ดขาด โดยประชาชนสามารถแจ้งเหตุได้ที่สายด่วนพิทักษ์ป่า 1362 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อร่วมกันปกป้องผืนป่าต้นน้ำและลดปัญหามลพิษทางอากาศร่วมกัน.

ข่าว : อัจจิมา , ภาพ : สำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด