วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.00 น. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) 2 ฉบับ เรื่อง การพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูง โดยฉบับแรก มีนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และนายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง เป็นผู้ลงนาม และอีกหนึ่งฉบับ นายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ ได้ร่วมลงนามความร่วมมือ (MOU) กับ สวพส. ด้วยเช่นกัน ในพิธีลงนามมีนายชวลิต ชูขจร อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และประธานกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเกษตร และประธานอนุกรรมการวิจัย สวพส. พร้อมด้วยผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมในพิธี ณ อาคารอเนกประสงค์ ชั้น 4 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
การลงนามฯ ดังกล่าว เป็นการส่งเสริมความร่วมมือและเชื่อมโยงศักยภาพของทั้ง 3 หน่วยงานระหว่าง กรมอุทยานฯ กับ สวพส. รวมถึง กรมป่าไม้ ในการร่วมกันพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูงในพื้นที่อนุรักษ์ ให้มีคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น โดยจะมีการร่วมมือทั้งในด้านการศึกษา วิจัย การพัฒนาองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูงในพื้นที่อนุรักษ์ รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง โดยมีการพัฒนาอาชีพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
นายอรรถพล กล่าวว่า ปัจจุบัน กรมอุทยานฯ ได้มีการปรับภารกิจและจัดตั้งหน่วยจัดการต้นน้ำและพัฒนาชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยมุ่งหวังที่จะให้ 4,042 ชุมชน ในพื้นที่ 4.257 ล้านไร่ อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ได้รับการพัฒนาพื้นที่ ในรูปแบบที่มีการบริหารจัดการที่มีความสมดุลด้านการพัฒนาและการอนุรักษ์ ภายใต้นโยบายของรัฐบาลในรูปแบบของคนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน โดยหลังจากที่ได้มีการจัดรูปที่ดินด้วยการรับรองสิทธิให้ประชาชนได้อาศัยทำกินตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 จะทำอย่างไรให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ได้ใช้ประโยชน์ที่ดินให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์อย่างสูงสุด สิ่งสำคัญที่สุด คือ ประชาชนต้องมีความรู้เรื่องของการดำรงชีวิตอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
กรมอุทยานฯ จึงมีความคาดหวังว่า หากสามารถทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวได้ จะทำให้การทำงานในเรื่องของการจัดการทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า หรือการแก้ไขปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาไฟป่าหรือเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ทำกินที่เหมาะสมทำได้สำเร็จลุล่วง
ซึ่งความร่วมมือกันในครั้งนี้ กรมอุทยานฯ คาดหวังให้ สวพส. ร่วมเป็นเสมือนพี่เลี้ยง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานฯ มีความพร้อมทำหน้าที่ในมิติของการส่งเสริมและพัฒนา ให้มีความเข้าใจ มีทักษะ และมีทัศนคติในการทำงานเชิงพัฒนา จึงจำเป็นที่จะต้องมีการอบรมหรือการศึกษาเรียนรู้และมีความเข้าใจในการที่จะเข้าถึง และเข้าไปพูดคุยกับพี่น้องประชาชนไปพร้อมๆ กับการจัดระเบียบให้พื้นที่เหล่านั้นได้อยู่ภายใต้กฎและกติกา ซึ่งก็มีกฎหมายควบคุมอยู่ รวมถึงในอนาคตก็จะมีกฎหมายอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ หรือกฎหมายอื่นๆ ที่ว่าด้วยเรื่องของการลักษณะปกครองท้องที่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการปกครอง เพราะฉะนั้น สิ่งที่จำเป็นที่สุดก็คือจะทำอย่างไรให้ประชาชนมีความความรู้
การลงนามฯ ครั้งนี้ จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญเพื่อให้ถึงเป้าหมายสูงสุดที่จะดูแลพื้นที่ต้นน้ำของเรา และสร้างความเข้มแข็งให้กับราษฎรบนพื้นที่สูงให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นกำลังสำคัญในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่สืบไป.


ภาพ : พชร
